วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558
วัยรุ่นคืออะไร
วัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วุฒิภาวะทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม จึงนับว่าเป็นวิกฤติช่วงหนึ่งของชีวิต เนื่องจากเป็นช่วงต่อของวัยเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะต้นของวัยจะมีการเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างวัยรุ่นด้วยกันเอง และบุคคลรอบข้าง หากกระบวนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นไปอย่างเหมาะสม โดยการดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิด จะช่วยให้วัยรุ่นสามารถปรับตัว ได้อย่างเหมาะสมบรรเทาปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น และเป็นทั้งแรงผลักดันและแรงกระตุ้นให้พัฒนาการด้านอื่นๆ เป็นไปด้วยดี
คำจำกัดความ คำว่า “วัยรุ่น” มีความหลากหลาย เนื่องจากขึ้นกับความแตกต่างของขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒธรรม ตลอดจนความแตกต่างทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางสรรีวิทยา ของวัยรุ่นในแต่ละแห่ง อย่างไรก็ตาม องค์กรอนามัยโลก ได้กำหนดความหมายกว้างๆ ของวัยรุ่นไว้ดังนี้
วัยรุ่น หมายถึง ช่วงอายุที่มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ในลักษณะที่พร้อมจะมีเพศสัมพันธ์ได้
วัยรุ่น เป็นระยะที่มีการพัฒนาทางจิตใจมาจากความเป็นเด็ก ไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่
วัยรุ่น เป็นระยะที่มีการเปลี่ยนแปลงจากสภาพ ที่ต้องพึ่งพาทางเศรษฐกิจไปสู่ภาวะที่ต้องรับผิดชอบและพึ่งพาตนเอง
วันนี้จึงครอบคลุมอายุโดยประมาณ คือ เด็กหญิง ระหว่างอายุ 10 – 20 ปี และเด็กชายระหว่างอายุ 12 – 22 ปี เนื่องจากช่วงวัยดังกล่าวค่อนข้างยาว ทางการแพทย์และจิตวิทยาพัฒนาการจึงแบ่งช่วงดังกล่าว ออกเป็น 2 – 3 ระยะ (แล้วแต่หลักเกณฑ์ของผู้เชี่ยวชาญ) เนื่องจากระยะต้นกับระยะปลายของวัย เด็กจะมีการเจริญเติบโต ทั้งกายและจิตใจ อารมณ์ แตกต่างกันมาก ในที่นี้จะแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ
วัยรุ่นตอนต้น
วัยรุ่นตอนกลาง
วัยรุ่นตอนปลาย
cr.http://www.thaigoodview.com/library/contest2553/type2/health04/03/page2.html
วันนี้เจอเด็กท้องในวัยเรียน โรงเรียนบังคับให้ลาออก อยากมาแชร์ประสบการณ์ในฐานะหมอสูติครับ
วันนี้เจอเด็กท้องในวัยเรียน โรงเรียนบังคับให้ลาออก อยากมาแชร์ประสบการณ์ในฐานหมอสูติครับ
ผมทำงานเป็นหมอมาได้ 7 ปีเศษๆครับ เจอเด็กตั้งครรภ์ในวัยรุ่นก็หลายคน
แต่ส่วนใหญ่ที่เจอ มักจะเป็นเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาแล้ว เช่น ลาออกมาช่วยงานที่บ้าน หรือเกเรเรียนไม่ไหวถูกขอร้องให้ออก เป็นต้น
แต่ก็มีหลายๆครั้ง ที่เป็นเด็กนักเรียนเรียนดี ดูมีอนาคต แต่ทว่าความผิดพลาดทำให้ตั้งครรภ์
ผมขอยกตัวอย่างเคสนึง ที่ค่อนข้างเสียโอกาสสำหรับเด็ก เนื่องจากถูกให้ออกจากการศึกษาครับ
เคสนี้ผมเจอเมื่อประมาณ 1 ปีกว่าๆแล้วครับ
เป็นเด็กอายุ 16 ปี เรียนอยู่ชั้น ม.5 ผลการเรียนดี เป็นเด็กกิจกรรมของโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ
เธอไฝ่ฝันอยากเป็นเภสัชกร
แต่ก็พลาดท่าให้กับชายคนหนึ่ง แค่มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกันเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้ตั้งครรภ์
เธอแจ้งให้กับครอบครัวได้ทราบ ซึ่งแน่นอนครอบครัวเสียใจ แต่ก็ไม่อยากเอาเด็กในครรภ์ออก และก็พาเด็กมาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล
เมื่อครอบครัวแจ้งกับทางโรงเรียน เพื่อขอลาเรียนจนกว่าลูกจะคลอด แต่ทางโรงเรียนกลับแจ้งว่า
"การตั้งครรภ์นั้นผิดกฏของโรงเรียน นักเรียนต้องลาออก" แต่ไม่ได้ไล่ออกโดยตรงนะครับ
ครอบครัวก็จำยอม ลาออกจากโรงเรียน ให้พักอยู่กับบ้าน หลังคลอดบุตรก็เลี้ยงลูกต่อ
ครั้นพอจะกลับเข้าไปสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง หลายๆท่านอาจจะคิดว่าง่าย แต่ไม่เป็นอย่างนั้นเลยครับ
ประการแรกคือ ถ้าจะหาโรงเรียนใหม่ การหาโรงเรียนเข้าตอน ม.5 นั้นยากกว่าหาโรงเรียนเข้าตอน ม.4 มาก และโรงเรียนอาจอยู่ไกล เดินทางลำบาก
ประการที่ 2 คือ หากเข้าโรงเรียนเดิม ก็จะมีความแปลกแยก เนื่องจากต้องเรียนกับรุ่นน้อง และอาจถูกคนนินทาจนทำให้เรียนได้ลำบาก
สำหรับเด็กคนนี้ หลังคลอดก็กลับไปเรียนซ้ำชั้นกับที่โรงเรียนเดิม แต่สิ่งแวดล้อมในโรงเรียนทำให้เรียนต่อไม่ได้ครับ จนเธอต้องลาออกจากโรงเรียนมาจริงๆ
ผ่านไปจนถึงตอนนี้ก็ปีกว่าๆ เธอพาลูกมาพบกุมารแพทย์ ก็เลยได้คุยกัน ได้ความว่าตอนนี้เธอไปเป็นหางเครื่องให้กับวงดนตรีครับ
ผมจึงอยากบอกกับคนหลายๆท่าน ที่คิดว่า ถ้าท้องตอนเรียน ก็ให้ลาออกไปหาที่อื่นใหม่ หรือดรอปเพื่อไปเรียนซ้ำชั้นกับรุ่นน้องนั้น ดูจะไม่ค่อยเป็นธรรมกับเด็กสักเท่าไหร่
ทำไมถ้าเด็กมีความสามารถที่จะเรียนไปด้วยได้ และตั้งครรภ์ไปด้วยได้ เขาเหล่านั้นต้องออกจากโรงเรียนด้วยเหรอครับ
บางคนอาจแย้งว่า การเรียนมีความเครียด ทำให้ทารกไม่แข็งแรง ตรงส่วนนี้ ผมอยากให้เข้าใจไว้เลยครับ การเรียนบางครั้งเครียดจริงครับ
แต่ว่าสิ่งแวดล้อมที่ดูถูกดูแคลนเด็กนั้นเครียดกว่ามากครับ ผมว่าเราควรจะปรับทรรศนคติของครูบางคน ในการดูแลเด็กที่ตั้งครรภ์ในวัยเรียนครับ
ผมอยากให้ครูให้การเรียนการสอนกับเด็กที่ตั้งครรภ์ตามปกติ และคอยปรามเด็กคนอื่นที่ล้อหรือนินทาคนตั้งครรภ์ สิ่งนี้น่าจะทำให้เด็กนั้นน่าจะเรียนต่อได้ในภาวะสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น
เรื่องความเครียดจากการเรียน คงไม่สาหัสมากหรอกครับ ถ้าเด็กคนนั้นมีผลการเรียนดีมาก่อนอยู่แล้ว
***** "ไม่มีงานวิจัยชิ้นใดบนโลกนี้ ที่บอกว่า การตั้งครรภ์ทำให้เด็กโง่ลงจนเรียนหนังสือไม่ได้นะครับ" *****
ส่วนเรื่องการดูแลเด็กในครรภ์ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผม (หมอสูติ) เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพที่ดีๆแก่เด็ก
และให้กำลังใจกับตัวเด็กกับครอบครัว เพื่อให้เขาเหล่านั้นเป็นผู้ดูแล เถอะครับ
อย่าไปปิดโอกาสในการเรียนของเด็กเลย
วันนี้ก็เจอกรณีบังคับให้ลาออกอีกแล้วครับ โรงเรียนเดิม
เด็กอายุ 15 ปี มาพร้อมมารดา
เป็นเด็กเรียนพอใช้ ประพฤติตัวดีมาตลอด แม่ค่อนข้างไว้ใจลูกคนนี้มาก
แต่ก็อย่างว่า ความรักในวัยรุ่น อะไรก็เกิดขึ้นได้
ทั้งสองคนมาหาผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพราะอยากเอาทารกในครรภ์ออก (ทำแท้ง) ผมก็แจ้งว่าไม่มีข้อบ่งชี้ในการทำแท้ง ผมทำให้ไม่ได้
แต่ก็มีคลินิกหรือโรงพยาบาลบางที่ทำให้
แต่ก่อนจะทำ ขอให้กลับไปคิดดูดีๆกับครอบครัว และญาติพี่น้องคนอื่นๆ ให้หลายๆคนช่วยกันคิด
หากคุณแม่บอกว่าเลี้ยงเด็กทารกเองไม่ไหว ครอบครัวคนอื่นๆจะช่วยได้ไหม หากครอบครัวคนอื่นๆช่วยไม่ไหวจริงๆ ก็อาจจำเป็นต้องเอาออก
แต่ถ้าครอบครัวพอไหว ไหนๆก็ผิดพลาดแล้ว ทางแก้ไขมันมีหลายทาง ไม่ใช่แค่ทำแท้ง และก็ให้ตัดสินใจ
วันนี้น้องกับแม่ก็มาฝากท้องที่ รพ.
แต่มาพร้อมกับใบลาออกจากโรงเรียนนี้ อีกแล้ว!!!!!!!
ผมถามว่าจะลาออกทำไม? อายเพื่อนๆ? หรือเหตุผลใด?
คุณแม่ตอบว่า ก็ไม่ได้อยากลาออก แต่คุณครูบอกว่า ตั้งครรภ์แล้วเรียนหนังสือที่นี่ไม่ได้ เป็นกฎของโรงเรียน
ต้องลาออกไปก่อน จากนั้นจะย้ายไปโรงเรียนอื่น หรือจะมาสมัครเรียนใหม่ปีหน้าก็ได้
ผมขอบอกเลย คุณครูคนนี้ใช้ไม่ได้เลย
เลยขอเบอร์โทรครูประจำชั้นคนนั้นมาจากคุณแม่ แล้วโทรไปหา ยังโทรไม่ติดครับตอนนี้
แต่ผมว่าผมคงไม่ปล่อยให้โรงเรียนแห่งนี้ทำอย่างนี้อีก อาจต้องคุยกับครูในโรงเรียนอีกครั้งในการปรับทัศนคติ
เรามี ร่างพรบ คุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์
http://www.lawamendment.go.th/index.php/laws/item/727-topic_727
เรามีสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญในการได้รับการศึกษา
ดังนั้น เราไม่ควรมีเด็กที่ต้องออกจากโรงเรียน เนื่องจากทัศนคติที่ผิดๆของคุณครูบางคน และโรงเรียนบางแห่งอีกต่อไป
ผมขอย้ำอีกครั้งว่า
***** "ไม่มีงานวิจัยชิ้นใดบนโลกนี้ ที่บอกว่า การตั้งครรภ์ทำให้เด็กโง่ลงจนเรียนหนังสือไม่ได้นะครับ" *****
ดังนั้น หากเด็กสามารถเรียนต่อได้ ต้องให้เด็กเรียนต่อครับ
ส่วนการไล่ออก หรือบังคับให้ลาออกนั้น นอกจากเป็นการทำร้ายเด็กทางอ้อมแล้ว ยังเป็นการหมกปัญหาไว้ใต้พรม
ผมเคยได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ท่านนึง ไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน เขามีการให้โรงเรียนแต่ละแห่ง เก็บสถิติการตั้งครรภ์ในโรงเรียนของตนไว้
หากโรงเรียนใดมีการตั้งครรภ์สูง แปลว่า มาตรฐานไม่ดี
ดังนั้นหลายๆโรงเรียน จึงมักจะบังคับให้เด็กลาออก เพื่อลดตัวเลขดังกล่าว (ข้อมูลนี้ ถ้าไม่จริงก็แจ้งได้เลยนะครับ หรือใครมีข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องนี้ก็คุยกันด้านล่างเลยครับ)
ผมเพิ่มความเห็นของผมไว้ที่ความเห็น 31 นะครับ
ใครมีความเห็นใดๆ ก็พูดคุยกันได้นะครับ
อีกอย่างที่ผมอยากเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณา คือ การสอนเรื่องการใช้ถุงยางอนามัยครับ
หลายๆครั้ง เด็กมีความรู้ แต่ว่าไม่เคยปฏิบัติ พอเจอเหตุการณ์จริงก็จะใช้ไม่เป็นครับ
ลองอ่านรายละเอียดได้ใน petition ของ change.org ที่ผมสร้างไว้นะครับ
ผมอยากให้มีการสอน และสอบภาคปฏิบัติ เรื่องการใช้ถุงยางอนามัยด้วยครับ
Cr.http://pantip.com/topic/33344971
ขั้นตอนการทำภาพยนตร์
การสร้างหนังแต่ละเรื่องนอกจากจะใช้เงินทุนที่มหาศาลแล้ว ยังมีขั้นตอนและกระบวนการทำหนังที่ยุ่งยากซับซ้อนมาก สามารถแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนได้ดังนี้
1. การคัดเลือกบทหนัง
บท หนังจะมีคนเสนอไป ยังบริษัท GTH มีบทหนังเพียง 10% ที่ผ่านการคัดเลือกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์จริง ๆ หลักในการพิจารณาบทหนังคือ ความชอบของคนที่เกี่ยวข้อง หมายถึงคนที่ตรวจบทหนัง อันนี้อยู่ที่ความเห็นส่วนบุคคล อาจเรียกได้ว่าเป็นคะแนนพิศวาส และหลักที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ พิจารณาจากสถิติของคนดู คือจะมีบริษัทเก็บข้อมูล ทำการสุ่มกลุ่มคน ว่ากลุ่มประชาชนตัวอย่างชอบหนังแนวไหน จากสถิตินี้ ก็จะนำมากำหนดเกณฑ์ที่จะคัดเลือกบทหนัง แต่ก็ไม่ได้เอาบทที่เราคัดเลือกมาแล้วนำมาถ่ายทำเลย ต้องนำมาเรียบเรียง สร้างสรรค์บท ใส่คำพูด เน้นรายละเอียดทุกฉากทุกตอน ซึ่งเรียกว่า “การพัฒนาบท” และเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นก็จะกลายมาเป็นบทที่สมบูรณ์ พร้อมที่จะถ่ายทำ แต่กว่าบทหนังจะผ่านขั้นตอนนี้มาได้ บางเรื่องใช้เวลาเป็นปี
2. Pre Production
หลังจากได้บทที่สมบูรณ์มาแล้ว ก็เข้าสู่การเตรียมงานก่อนถ่ายทำ จะมีการประชุมวางแผนงาน พูดคุยกันเรื่องงบประมาณในการทำหนัง และการจัดเตรียมทีมงาน เตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ จัดหาสถานที่ถ่ายทำ หาเสื้อผ้า ฉาก และที่สำคัญ จัดหาดารานักแสดง ในส่วนนี้ทีมงานก็ต้องแยกเป็นแต่ละฝ่ายเช่น ฝ่ายกำกับการแสดง ฝ่ายออกแบบ ฝ่ายศิลป์ ฝ่ายสวัสดิการ ผู้จัดการกองถ่าย ฝ่ายจัดหานักแสดง ในส่วนของฝ่ายจัดหานักแสดง ก็จะมีจดหมายจากคนที่อยากเป็นดาราสมัคร และส่งรูปเข้ามามากมาย รวมทั้งมีนายแบบ นางแบบจากโมเดลลิ่งด้วย เมื่อเราคัดเลือกจากรูปภาพได้แล้ว ก็ต้องนัดคนคนนั้นมาถ่ายรูปและมาแสดงความสามารถ หลังจากได้นักแสดงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนถ่ายทำก็จะมีพิธีที่สำคัญมากอย่างหนึ่งคือ พิธีบวงสรวงเปิดกล้อง ซึ่งเป็นพิธีทางศาสนาพราหม์ เป็นการบูชาครูทางด้านศิลปะ
3. ขั้นตอนการถ่ายทำ
เมื่อมาถึงขั้นตอนการถ่ายทำจริงนี้ ทุกฝ่ายต้องเตรียมพร้อม จะมีทีมงานเข้ามาดูแลรับผิดชอบหลายสิบชีวิตในกองถ่าย ใครมีหน้าที่ดูแลส่วนไหนก็ต้องทำส่วนนั้นให้ดีที่สุด เช่น ฝ่ายจัดหาอาหาร ก็ต้องมากองถ่ายแต่เช้า เพื่อมาเตรียมอาหารให้ทีมงาน และนักแสดงทุกคนได้ทานกัน ส่วนฝ่ายแต่งหน้าทำผม ก็ต้องออกแบบทรงผมให้เข้ากับบทบาทของนักแสดง เป็นต้น
ในกองถ่าย 1 กอง จะมีทีมงานไม่ต่ำกว่าครึ่งร้อย ซึ่งเป็นจำนวนที่เยอะมาก ในกองถ่ายนั้นคนทุกฝ่ายจะต้องทำงานประสานกับเป็นหนึ่งเดียว โดยมีผู้กำกับเป็นหัวเรือใหญ่ คอยสั่งการนำทิศทางให้แต่ละฉากเป็นไปอย่างที่ตั้งใจไว้ วิธีทำให้คนทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันก็คือ การใช้ “Story Board” จะทำให้ทุกคนมองเห็นภาพและเข้าใจตรงกันมากที่สุด
ก่อน จะทำการถ่ายทำจริง ต้องมีการซักซ้อมกันก่อน ในส่วนของช่างภาพ ก็จะมีผู้ช่วยประมาณ 2-3 คน จะต้องมีคนวัดระยะ คนปรับโฟกัส ซึ่งในส่วนนี้ช่างภาพจะทำคนเดียวไม่ได้ จึงต้องมีผู้ช่วย ฟิล์มในการถ่ายภาพม้วนหนึ่งมีความยาวประมาณ 400 ฟุต ถ่ายได้ประมาณ 4 นาที ราคาม้วนละ 5,000 บาท ฟิล์มในการถ่ายหนังนี้ใช้บันทึกเสียงไม่ได้ ทำให้ต้องมีฝ่ายเสียงอีกทีหนึ่ง วิธีทำให้เสียงและภาพไปด้วยกันเมื่อทำการตัดต่อคือ ใช้ สเลท เข้ามาช่วย ซึ่งเป็นตัวแยกภาพและเสียง เมื่อทำการถ่ายทำเสร็จหมดทุกฉากทุกตอนแล้ว ก็ต้องเอาฟิล์มหนังที่มีเป็นร้อย ๆ ม้วน ไปยังห้อง Lab เพื่อเข้าสู่กระบวนการตัดต่อ
4. การตัดต่อ
เข้าสู่ขั้นตอนการตัดต่อ ค่าตัดต่อหนังขั้นต่ำประมาณ 4 ล้านบาท เมื่อมาถึงกระบวนการตัดต่อนี้ จะเริ่มด้วย การล้างฟิล์มให้สะอาด ต้องทำด้วยความระมัดระวังมาก ห้ามให้ฟิล์มเป็นรอยเด็ดขาด ต่อมาก็ต้องมาเช็คฟิล์ม ตามด้วย Telecine ก็คือการแปลงสัญญาณภาพจากฟิล์มมาเป็นระบบวีดีโอ ในส่วนของการลำดับภาพ ก็ต้องเอาภาพมาแยกเป็นซีน แล้วใส่เสียงให้ตรงกับภาพ แต่บางทีอาจจะมีฟิล์มบางส่วนต้องนำมาใส่เทคนิคพิเศษต่าง ๆ เมื่อได้ฟิล์มที่แยกเป็นซีนเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องนำฟิล์มมาตัดต่อให้เป็นเรื่องเดียวกัน ในขั้นตอนนี้คนตัดต่อฟิล์มต้องมีความละเอียดลออเป็นพิเศษ เพราะถ้าตัดฟิล์มผิดไป หรือตัดเบี้ยวไป ก็หมายถึงความผิดพลาดมหาศาล คนตัดฟิล์มจึงต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างมาก ต่อมาก็เอาฟิล์มมาแต่งสีจากฟิล์มเนคกาทีฟ ก็มาทำให้เป็นสีจริง
ในขณะ ที่กระบวนการตัดต่อภาพดำเนินไป ด้านของเสียงก็ทำงานไปด้วย ในส่วนของเสียงนั้นส่วนใหญ่จะมาทำเองในห้องอัด ซึ่งมีอุปกรณ์สำหรับทำเสียงมากมาย รวมทั้งการใส่เสียงประกอบและเอ็ฟเฟ็คด้วย เมื่อได้เสียงที่สมบูรณ์แล้วก็นำเสียงมามิกซ์เข้าด้วยกันและสุดท้าย ก็มาถึงการพิมพ์ฟิล์ม ในส่วนนี้ภาพและเสียงจะต้องมาประกบเข้าด้วยกัน ภาพและเสียงจะมาเจอกันเป็นครั้งแรกที่ขั้นตอนนี้ และก็อยู่ด้วยกันไปอีกนานแสนนาน
เมื่อผ่านขั้นตอนสำคัญทั้งหมดนี้มาแล้ว ก็จะมาถึงขั้นตอน “การเซ็นเซอร์” เมื่อคณะกรรมการที่ตรวจหนังไฟเขียวผ่านเรียบร้อย ฟิล์มหนังที่เสร็จสมบูรณ์และถูกต้องตามกฎหมายก็ได้เวลาที่จะเข้าสู่โรง ภาพยนตร์เพื่อออกฉายสู่สายตาประชาชนแล้ว
เมื่อหนังเปิดตัวที่โรงภาพยนตร์ใหญ่ใจกลางกรุงทั่วประเทศแล้ว ต่อมาก็จะเดินทางไปตามโรงภาพยนตร์เล็กที่อยู่ตามต่างจังหวัด จะอยู่ในโรงเล็กประมาณ 2-3 เดือน เมื่อฟิล์มผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านลมพายุฝนมามากมายแล้ว สุดท้ายก็จะกลายเป็น “หนังเร่” ในที่สุด
วาระ สุดท้ายของชีวิตหนังที่ได้เกิดมาเดินทางทำหน้าที่จนใกล้หมดอายุขัย แล้วนั้น ฟิล์มหนังส่วนใหญ่จะถูกส่งไปเก็บรักษา ดูแลซ่อมแซมอย่างดีที่หอภาพยนตร์แห่งชาติ มูลนิธิหนังไทย เพื่อยืดอายุชีวิต หรือบางเรื่อง ก็เพื่อชุบชีวิตให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ดูหนังในยุคเก่า ๆ กันอีกครั้งหนึ่ง
Cr.http://aca.kku.ac.th/isanfilm/?page_id=62
เทคนิควิธีการสร้างหนังสั้นแต่ง่าย ๆ
ขั้นแรก หาองค์ประกอบด้านวิธีการ คือ หลักการ การวางแผน การถ่ายทำ การตัดต่อ การประเมินผล
ขึ้นสอง หาองค์ประกอบด้านบุคลากร คือ บุคลากรในหน้าที่ต่างๆตั้งแต่ ตัวละคร บุคคลทางเทคนิค รวมไปถึง ผู้มีความสารถเฉพาะครับ จะดีมากๆ และอีกอย่างคือทีมเวิคครับ
ขั้นสาม เตรียมการผลิต คือ วางแผน เตรียมสถานที่ บท อุปกรณ์ ให้ครบ
ขั้นสี่ บทหนัง คือ วางบท คำพูด ระยะเวลาสถานที่ เรื่องราว ที่จะสื่อออกมา
เรื่องบทจะมี หลายแบบ
- บทแบบสมบูรณ์ ประมาณว่า เก็บทุกรายละเอียดทุกคำพูดอ่ะครับ
- บทแบบอย่างย่อ ประมาณว่า เปิดกว้างๆให้ผู้ชมสังเกตในความเข้าใจของตนเอง
- บทแบบเฉพาะ (ไม่จำเป็นหรอก)
- บทแบบร่างกำหนด (ไม่จำเป็นอีกแหละ)
ขั้นห้า การผลิต อย่างแรกเลย แต่ละฉากคุณต้องเลือกมุมกล้องให้เหมาะสม กับสภาพอากาศ ขนาดวัตถุ ว่าควรเห็นแค่ไหน ขนาดมุมกล้องมีหลายแบบนะเยอะมาก ผมพูดรวมๆละกัน มีแบบ ระยะไกลมาก ระยะไกล ระยะปานกลาง ระยะใกล้ (รายละเอียดท่าสนใจเข้ามาคุยนะครับ)
ขั้นหก ค้นหามุมกล้อง
- มุมคนดู ประมาณว่า เป็นมุมถ่ายจากรอบนอกของฉากนั้นๆอ่ะครับ เหมือนผู้ชมเป็นคนสังเกตฉากนั้นๆ
- มุมแทนสายตา ไม่ต้องอธิบายมั้ง
- มุมพ้อยออฟวิว มุมนี้แนะนำให้ใช้เยอะๆครับ สวยมากมุมนี้ในการทำหนัง เป็นมุมที่ใกล้ชิดเหตุการณ์ครับ เช่น การถ่ายข้ามไหล่ของตัวละคร หรือวัตถุ ครับ
ขั้นเจ็ด การเคลื่อนไหวของกล้อง (พูดรวมๆนะถ้าจะเอาละเอียดเข้ามาคุยกัน)
- การแพน การทิลท์ ประมาณว่า การทำเคลื่อนไหวกล้องให้เห็นตำแหน่งวัตถนั้นสัมพันกันครับ
- การดอลลี่ การติดตามการเคลื่อนไหวเลยครับ
- การซูม เป็นการเปลียนองค์ประกอบภาพครับ เหมือนเน้ความสนใจในจุดๆหนึ่ง
ขั้นแปด เทคนิคการถ่าย (เออผมจะอธิบายไงดีเนี้ยมันเยอะมากอ่ะครับ)
เอาเป็นว่าจับกล้องให้มั่นอ่ะครับ อย่างผมก็จะจับ แบบกระชับกับตัวเลย คือแขนทั้งสองข้างแนบตัวเลยครับ และก็ไม่แนะนำให้เคลื่อนไหวกล้องแบบรวดเร็วนะครับ กล้องจะปรับโฟกัสไม่ทัน ทำให้ภาพเบลอครับ
ถ้าอยากทราบเทคนิคการถ่ายแบบละเอียดก็ เข้ามาถามละกันนะครับ ผมต้องใช้ประสปการณ์ตรงอธิบายอ่ะ
ขั้นเก้า หลังการผลิต ก็ต้องตัดต่อ เพิ่มเสียง เอฟเฟค ความคมชัด ความเด่นชัดเรื่อง อักษรหนังสือ
ขั้นสิบ การตัดต่อ (เยอะมากครับอธิบายรวมๆละกัน)
อย่างแรกเลยครับจัดลำดับภาพ และเวลาให้ตรงและเหมาะสม อันไหนเกินยาวก็ให้ตัดทิ้งครับอย่าให้ขัดอารณ์
อย่างสองคือจัดภาพให้เหมาะสม เนื้อหาและโครงเรื่องที่เราวางไว้ครับ
อย่างสามแก้ไขข้อบกพร่องครับ
อย่างสี่ เพิ่มทคนิคให้ดูสวยงาม(เดียวจะอธิบาย)
อย่างห้า เรื่องเสียง(เดียวจะอธิบาย)
เอาละครับขั้นการตัดต่อและมาดูละกันการตัดต่อเชื่อมฉากมีอะไรบ้าง
- การตัด cut
- การเฟด fade
- การทำภาพจางซ้อน
- การกวาดภาพ
- ซ้อนภาพ
- ภาพมองทาจ
โปรแกรมที่จะนำมาใช้ ผมแนะนำดังต่อไปนี้นะครับ
1. movie maker (Xp ก็มีมาให้แล้ว) ตัดต่อเบื้องต้นครับ ตัวเชื่อมเฟรมค่อนข้างน้อย ไม่แนะนำนะครับ
2. Sony vegas 7.0 ค่อยดีขึ้นมาหน่อย การทำงานค่อนข้างละเอียดครับ มีลุกเล่นเยอะมากมาย(แนะนำสำหรับมือใหม่ครับ)
3. adobe premiere pro 2.0 มีการตัดต่อค่อนข้างละเอียดอ่อนมากๆครับใช้งานยากแต่ ถ้าใช้เป็นสามารถสร้างหนังได้ใหญ่ๆเรื่องนึงเลยนะครับ แต่การใช้งานยุ่งยากไม่เหมาะกับมือใหม่ (ถ้าอยากใช้ก็หาเอาแล้วกันนะครับ)
ขึ้นสอง หาองค์ประกอบด้านบุคลากร คือ บุคลากรในหน้าที่ต่างๆตั้งแต่ ตัวละคร บุคคลทางเทคนิค รวมไปถึง ผู้มีความสารถเฉพาะครับ จะดีมากๆ และอีกอย่างคือทีมเวิคครับ
ขั้นสาม เตรียมการผลิต คือ วางแผน เตรียมสถานที่ บท อุปกรณ์ ให้ครบ
ขั้นสี่ บทหนัง คือ วางบท คำพูด ระยะเวลาสถานที่ เรื่องราว ที่จะสื่อออกมา
เรื่องบทจะมี หลายแบบ
- บทแบบสมบูรณ์ ประมาณว่า เก็บทุกรายละเอียดทุกคำพูดอ่ะครับ
- บทแบบอย่างย่อ ประมาณว่า เปิดกว้างๆให้ผู้ชมสังเกตในความเข้าใจของตนเอง
- บทแบบเฉพาะ (ไม่จำเป็นหรอก)
- บทแบบร่างกำหนด (ไม่จำเป็นอีกแหละ)
ขั้นห้า การผลิต อย่างแรกเลย แต่ละฉากคุณต้องเลือกมุมกล้องให้เหมาะสม กับสภาพอากาศ ขนาดวัตถุ ว่าควรเห็นแค่ไหน ขนาดมุมกล้องมีหลายแบบนะเยอะมาก ผมพูดรวมๆละกัน มีแบบ ระยะไกลมาก ระยะไกล ระยะปานกลาง ระยะใกล้ (รายละเอียดท่าสนใจเข้ามาคุยนะครับ)
ขั้นหก ค้นหามุมกล้อง
- มุมคนดู ประมาณว่า เป็นมุมถ่ายจากรอบนอกของฉากนั้นๆอ่ะครับ เหมือนผู้ชมเป็นคนสังเกตฉากนั้นๆ
- มุมแทนสายตา ไม่ต้องอธิบายมั้ง
- มุมพ้อยออฟวิว มุมนี้แนะนำให้ใช้เยอะๆครับ สวยมากมุมนี้ในการทำหนัง เป็นมุมที่ใกล้ชิดเหตุการณ์ครับ เช่น การถ่ายข้ามไหล่ของตัวละคร หรือวัตถุ ครับ
ขั้นเจ็ด การเคลื่อนไหวของกล้อง (พูดรวมๆนะถ้าจะเอาละเอียดเข้ามาคุยกัน)
- การแพน การทิลท์ ประมาณว่า การทำเคลื่อนไหวกล้องให้เห็นตำแหน่งวัตถนั้นสัมพันกันครับ
- การดอลลี่ การติดตามการเคลื่อนไหวเลยครับ
- การซูม เป็นการเปลียนองค์ประกอบภาพครับ เหมือนเน้ความสนใจในจุดๆหนึ่ง
ขั้นแปด เทคนิคการถ่าย (เออผมจะอธิบายไงดีเนี้ยมันเยอะมากอ่ะครับ)
เอาเป็นว่าจับกล้องให้มั่นอ่ะครับ อย่างผมก็จะจับ แบบกระชับกับตัวเลย คือแขนทั้งสองข้างแนบตัวเลยครับ และก็ไม่แนะนำให้เคลื่อนไหวกล้องแบบรวดเร็วนะครับ กล้องจะปรับโฟกัสไม่ทัน ทำให้ภาพเบลอครับ
ถ้าอยากทราบเทคนิคการถ่ายแบบละเอียดก็ เข้ามาถามละกันนะครับ ผมต้องใช้ประสปการณ์ตรงอธิบายอ่ะ
ขั้นเก้า หลังการผลิต ก็ต้องตัดต่อ เพิ่มเสียง เอฟเฟค ความคมชัด ความเด่นชัดเรื่อง อักษรหนังสือ
ขั้นสิบ การตัดต่อ (เยอะมากครับอธิบายรวมๆละกัน)
อย่างแรกเลยครับจัดลำดับภาพ และเวลาให้ตรงและเหมาะสม อันไหนเกินยาวก็ให้ตัดทิ้งครับอย่าให้ขัดอารณ์
อย่างสองคือจัดภาพให้เหมาะสม เนื้อหาและโครงเรื่องที่เราวางไว้ครับ
อย่างสามแก้ไขข้อบกพร่องครับ
อย่างสี่ เพิ่มทคนิคให้ดูสวยงาม(เดียวจะอธิบาย)
อย่างห้า เรื่องเสียง(เดียวจะอธิบาย)
เอาละครับขั้นการตัดต่อและมาดูละกันการตัดต่อเชื่อมฉากมีอะไรบ้าง
- การตัด cut
- การเฟด fade
- การทำภาพจางซ้อน
- การกวาดภาพ
- ซ้อนภาพ
- ภาพมองทาจ
โปรแกรมที่จะนำมาใช้ ผมแนะนำดังต่อไปนี้นะครับ
1. movie maker (Xp ก็มีมาให้แล้ว) ตัดต่อเบื้องต้นครับ ตัวเชื่อมเฟรมค่อนข้างน้อย ไม่แนะนำนะครับ
2. Sony vegas 7.0 ค่อยดีขึ้นมาหน่อย การทำงานค่อนข้างละเอียดครับ มีลุกเล่นเยอะมากมาย(แนะนำสำหรับมือใหม่ครับ)
3. adobe premiere pro 2.0 มีการตัดต่อค่อนข้างละเอียดอ่อนมากๆครับใช้งานยากแต่ ถ้าใช้เป็นสามารถสร้างหนังได้ใหญ่ๆเรื่องนึงเลยนะครับ แต่การใช้งานยุ่งยากไม่เหมาะกับมือใหม่ (ถ้าอยากใช้ก็หาเอาแล้วกันนะครับ)
Cr.https://sites.google.com/site/khtpshortfilm/thekhnikh-kar-tha-hnang-san/thekhnikh-withi-kar-srang-hnang-san-tae-ngay
รู้หรือไม่? 9 อาชีพที่ติดตัวเรามาตั้งแต่ในห้องเรียน
บางที่สิงเหล่านี้ที่ติดตัวเรามาจากในห้องเรียนก็สามารถนำมาเป็นอาชีพได้อย่างไม่คาดคิดมาก่อน...จะมีอาชีพอะไรบ้าง มาดูกัน
1. อาชีพนักชิม
น้องๆเคยใช่ไหมเจอเพื่อนที่มีของกินทั้งวัน พักคาบไหนก็ซื้อของกินเข้ามาในห้อง เต็มเกะไปหมด
2. อาชีพนักพูด
อาชีพนี้พบได้ไม่ยาก ในเวลาที่น้องกำลังตั้งใจเรียนหรือว่าอาจารย์กำลังสอนอยู่มีเสียงเกิดจากที่แห่งใดที่นั่นแหละเป็นจุดดำเนิดของนักพูด
3. อาชีพขายตรง
มีเพื่อนที่ที่บ้านมีธุรกิจประกอบสินค้าใช่ไหม หรือเพื่อนโตหน่อยในระดับมหาวิทยาลัยก็จะมีสินค้าของที่บ้านหรือของตัวเอง เช่น พวก ครีม ซาลาเปา ขนม โน้นนี่นั่นมาขายเพื่อนๆในห้องอยู่เสมอๆ และเราก็ซื้อด้วยนะ
4. อาชีพอาร์ทติส
อาชีพนี้พบมากได้ที่ห้องน้ำและบนโต๊ะเรียน เป็นอาชีพที่ชอบใช้มือและอาวุธคู่กายไม่ว่าจะเป็น ปากกา ดินสอ และลิควิด ของเหล้านี้เป็นของคู่กายของศิลปินอาร์ทติสเหล้านี้ ภาพออกมาสวยมากสวยน้อยขึ้นอยู๋กับอารมณ์ในตอนนั้นด้วยนะ บอกไว้ก่อนเลย
5. อาชีพนักดนตรี
อาชีพนี้จะมีของที่ขาดไม่ได้อยู่หนึ่งสิ่งคือหูฟัง จะเป็นอะไรที่ต้องเสียบหูฟังคาไว้ที่หูตลอดเวลา ไม่ร้องเพลงก็เล่นกีต้าร์ ไม่ก็ตีกลองเคาะโต๊ะ แววศิลปินเจิดจรัสตั้งแต่เด็กๆ
6. อาชีพนักข่าว
อาชีพนี้เป็นที่ฮอตฮิตในหมู่กลุ่มวัยรุ่นมาก เพราะจะเป็นคนที่มีความรู้เยอะ(ความรู้เรื่องราวของคนอื่นอ่านะ) ใครกิ๊กกับใคร ใครทะเลาะกับใคร ใครยืมเงินใคร คนนี้จะรู้หมด และก็จะมาเม้ากับเพื่อนๆ คนอื่นจะรู้ด้วยหมด เพียงแค่บอกว่า อย่าบอกใครนะ
7. อาชีพดารานางแบบนายแบบ
อาชีพนี้ฮิตมากในหมู่วัยรุ่น จะมีสิ่งของคู่กายคือ กระจก หวี แป้ง และอุทัยทิพย์ หน้าจะขาวเป๊ะปากจะแดงแก้มจะชมพู ว่างไม่ได้เป็นส่องกระจก เข้าห้องน้ำต้องเซทผมให้สวยหล่อเป๊ะอยู่ตลอด บอกเลยไม่เป็นดาราแล้วจะเป็นอะไรได้อีก
8. อาชีพช่างภาพ
มาถึงอาชีพที่ยุคนี้ต้องยกนิ้วให้เลยวาแรงจริงๆ ตั้งแต่เด็กเล็กเด็กโตจนถึงผู้ใหญ่กันเลยทีเดียว จะมาเดี่ยวมาหมู่หรือมาคู่ อาชีพนี้ก็คือนักเซลฟี่ ว่างไม่ได้ถ่ายตลอด ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เพื่อน อาคาร ห้องเรียน สไลด์อาจารย์ และอื่นๆ อิชั้นถ่ายหมด
9. อาชีพอิสระ
มาถึงอาชีพที่ทุกคนเคยผ่านอาชีพนี้มากันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆหรือแบบยาวนาน หรือบางคนยึดเป็นอาชีพหลักแบบถาวร คือเข้าห้องเรียนมาใช่ไหม ก็เรียนเยอะ ก็เหนื่อยก็ง่วง รู้หรอก ใครบ้างล่ะจะทนไหว อาชีพหลับไงจ๊ะ บางคนหลับเป็นพักๆ มาคนยิงยาวตั้งแต่คาบแรกยันพักกลางวันน้ำลายไหลยาวยืดเป็นแม่น้ำแยงซีเกียงกันเลย
เป็นไงกันบ้างน้องๆ จาก 9 อาชีพที่พี่บอกมา ใครเป็นอาชีพไหนกันบ้าง แล้วเพื่อนๆของเราเป็นอาชีพไหนกันบ้าง ตรงไม่ตรงน้องพิจารณากันเอง บอกต่อแชร์ให้เพื่อนมาดูกันหน่อยว่าเป็นกันจริงๆไหม แต่ขอบอกก่อนเลยนะว่าอาชีพที่กล่าวมานั้น
อาจจะกลายเป็นอาชีพจริงๆที่น้องชอบทำมันจริงๆ เวลาทำมันแล้วมีความสุขแบบบอกไม่ถูก หาคำอธิบายไม่ได้ สุดท้ายนี้ขอให้น้องๆค้นหาตัวเองให้เจอและมีความสุขกับสิ่งที่ทำกันทุกคนนะจ๊ะ ทำในสิ่งที่รักที่ชอบแล้วเราจะไม่มีวันเบื่อ
cr.http://campus.sanook.com/1378127/
บทบาทภาษาฝรั่งเศสในประเทศไทย
เราอาจคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษ รวมถึงกิจกรรมเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ แต่ในเมืองไทย ภาษาฝรั่งเศสก็มีบทบาทในการเรียนการสอนไม่น้อยนะครับ และเดือนมิถุนายนนี้เขาก็จะจัดงานเทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศส-ไทย หรือเรียกว่า ลาแฟ็ต(La Fête) ก่อนอื่นเรามาสร้างความกระจ่างเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องของภาษาฝรั่งเศสในประเทศไทยกันหน่อยครับ ตามข้อมูลต่อไปนี้
-ปัจจุบันมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เรียนภาษาฝรั่งเศส จำนวน 5,000 คน
-นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เรียนภาษาฝรั่งเศส จำนวน 26,000 คน
-นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย จำนวน 3,000 คน
-ครูผู้สอนภาษาฝรั่งเศสจำนวน 500 คน
-นักเรียนโครงการห้องเรียนสองภาษา(ไทย-ฝรั่งเศส) จำนวน 189 คน และผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศสในประเทศรวมทั้งหมด จำนวน 562,000 หรือ 0.8 % ของประชากรของประเทศ (ประเทศเวียดนาม 0.7 %)
ที่นี้มาดูกิจกรรมเด่นสักรายการประจำเดือนมิถุนายน ในช่วงเวลาของ La Fête(เทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศส-ไทย) กันบ้าง โดยวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558 จะมีพิธีปิดการอบรมของผู้รับทุนศึกษาด้านการสอนภาษาฝรั่งเศส สพฐ.รุ่นที่ 2 จำนวน 15 คน จัดที่สมาคมฝรั่งเศส กรุงเทพฯ
ปีนี้ครูสอนภาษาฝรั่งเศสทั้งหมด 15 คน ได้เดินทางออกจากประเทศไทยเมื่อเดินกุมภาพันธ์เพื่อไปอบรมที่เมืองมงต์เปลิเยร์ เมืองที่มีประชากร 510,000 คน ตั้งอยู่บริเวณทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส เพื่อเพิ่มความคุ้นเคยกับภาษา วิถีชีวิตและวัฒนธรรมฝรั่งเศส
อีกทั้งได้อาศัยกับครอบครัวชาวฝรั่งเศส ทำให้สามารถแบ่งปันประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เพื่อสามารถทำให้ครูรุ่นใหม่มีศักยภาพด้านการสอนอย่างมีประสิทธิภาพหรือใช้ทักษะการสอนที่ได้รับการเรียนรู้มาถ่ายทอดให้แก่ผู้เรียนเข้าใจอย่างถ่องแท้
โดยครูเหล่านี้กลับมาร่วมงานวันที่ 5 มิถุนายนศกนี้ และจะไปทำหน้าที่ครูสอนภาษาฝรั่งเศสที่เข้มแข็งต่อไป...
ขอบคุณข้อมูล จากฝ่ายความร่วมมือและวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย
Cr.http://campus.sanook.com/1377937/
6 เทคนิคการทำ short note ขั้นเทพ
1. ตัวหนังสือไม่เยอะ
การทำสรุปที่อ่านง่าย ทบทวนได้รวดเร็ว และไม่ต้องเสียเวลาทำนานนั้นไม่ควรมีตัวอักษรเยอะครับ โดยให้เปลี่ยนตัวอักษรเหล่านั้นเป็น "ตัวย่อ" หรือ "สัญลักษณ์" ครับ เพื่อให้ง่ายต่อการทำ short note และการอ่านทบทวน เช่น คำว่า ตัวอย่าง = ตย. หรือ Ex. , สารประกอบ = สปก. , without = w/o , เพิ่มขึ้น = เป็นต้น โดยที่ตัวย่อหรือสัญลักษณ์เหล่านี้น้อง ๆ ไม่จำเป็นต้องไปหาตัวย่อมาตรฐานที่ไหนหรอกครับ เพราะ short note เราและทำให้เราอ่านเอง เราจึงสามารถกำหนดตัวย่อหรือสัญลักษณ์ขึ้นมาได้เองเลย ขอแค่ตัวเองอ่านรู้เรื่องเท่านั้นก็พอแล้วนี่ครับ
2. มีเน้นจุดสำคัญ
การทำ short note นั้นไม่ควรทำเพียงสรุปเนื้อหา แต่ควรมีการเน้นจุดสำคัญที่ออกสอบบ่อย ต้องจำให้ได้ ต้องรู้ด้วย จุดสำคัญเหล่านั้นน้อง ๆ จะรู้ได้จากการฟังครูในห้องเรียนแล้วครูพูดย้ำ ๆ หรือพูดว่าต้องรู้ ส่วนวิธีการการเน้นจุดสำคัญใน short note นั้นอาจเขียนเป็นกล่องข้อความแยกออกมาจากเนื้อหาปกติก็ได้ เพื่อให้เมื่ออ่านแล้วจะได้สะดุดเนื้อหานั้นและจำได้นั่นเอง
3. ไม่ต้องใส่เนื้อหาทั้งหมด
การทำ short note สรุปที่ดีนั้นต้องไม่ใส่เนื้อหาทั้งหมดครับ เพราะในบางครั้ง บางวิชา เนื้อหาอาจมีปริมาณมากมาย จนถ้าหากว่าใส่เนื้อหาทั้งหมดลงไปใน short note ก็คงจะเหมือนการเขียนหนังสือเล่มนึงเลยละ ดังนั้นไม่ต้องใส่เนื้อหากันหมดนะครับ ถามว่าแนวทางการเลือกเนื้อหาที่สำคัญ ไม่เลือกเนื้อหาเยอะเกิน หรือลึกเกินนั้นมีแนวทางอย่างไรก็ต้องบอกว่ามีหลายวิธีเลยละครับ เช่น สังเกตเองจากการดูข้อสอบเก่าว่าเขาออกลึกขนาดไหน ถามครูผู้สอนว่าต้องรู้เนื้อหาลึกขนาดไหน เป็นต้น
4. อ่านให้จบก่อน แล้วจึงทำสรุป
การอ่านให้จบทั้งหมดที่จะสรุปก่อนแล้วจึงค่อยทำสรุปมีข้อดีคือการที่น้องจะเห็นภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมด เหมือนมี Mind map ของเนื้อหาในสมองก่อนแล้วจึงนำ Mind map นั้นมาเขียนเป็น short note ทำให้เนื้อหาเป็นระเบียบ อ่านง่าย ต่างจากการอ่านไปทำสรุปไปที่ในบางครั้ง อาจต้องลบแก้ในบางจุดเมื่ออ่านไปเรื่อย เพราะพบว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิด แก้ไปแก้มา เสียเวลาเปล่า ๆ ใช่ไหมละครับ
5. ใช้สีเข้าช่วย
วิธีหนึ่งที่จะทำให้การทำ short note ไม่น่าเบื่อ และเมื่อกลับมาอ่านอีกครั้งก็ไม่รู้สึกว่าไม่น่าอ่าน คือ การใช้สีเข้าช่วย อาจเป็นไฮไลท์ หรือปากกาสีก็ได้ เปลี่ยนสีการจดบ้าง เช่น หัวข้อจะใช้สีแดงเขียน เนื้อหาจะใช้สีฟ้าเขียน จุดสำคัญที่ต้องการจะเน้นแยกจากเนื้อหาจะใช้สีเขียว เป็นต้น
6. ทำเป็น Mind map หรือ ใช้โครงของ Mind map
ตัวอย่างรูปแบบการทำสรุปรูปแบบหนึ่งที่นิยม และมีประสิทธิภาพคือการทำในรูปแบบของ mind map เพราะจะทำให้อ่านง่าย เห็นภาพรวม ว่าเนื้อหานี้มีกี่หัวข้อใหญ่ และแต่ละหัวข้อใหญ่มีกี่หัวข้อย่อย และเนื้อหาแต่ละส่วนเชื่อมโยงกันอย่างไรนั่นเอง
6 เทคนิคข้างต้นก็เป็นเทคนิคการทำ Short note สรุปง่าย ๆ สำหรับน้อง ๆ ทุกคนที่อยากทำสรุปเป็นของตัวเองแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี นำไว้เป็นแนวทางในการทำนะครับ ใครต้องการแชร์แบ่งปันเพื่อน ๆ ก็ยินดีนะครับ ส่วนคอนเม้น ติชม แนะนำสามารถคอมเม้นด้านล่างได้เลยครับ
Cr. http://campus.sanook.com/1378085/
วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2558
รักในวัยเรียน ทำยังไง “ให้ลงตัว”
1. ต้องมีสติ และสร้างสรรค์
พูดถึง เรื่องรักในวัยเรียนยังงั๊ยย ยังไง ก็ถูกมองในด้านลบอยู่แล้วเพราะฉะนั้นสาวน้อยทั้งหลาย ถ้าคิดจะมีความรักอย่างแรกที่ต้องมาเหนือความรักความรู้สึกก็คือสติ นั้นเองจ้ารักกันชอบกันแบบมีสติอย่าหลงระเริงให้ความรักครอบงำสติของเราได้พากันไปในทางที่ดีและสร้างสรรค์ชวนกันทำในสิ่งดีๆ คุณพ่อคุณแม่จะได้รักใคร่เอ็นดูหวานใจของเราไปด้วย
2. แพลนชีวิตให้ดี แบ่งเวลาให้ถูก
การแบ่งเวลาเป็นเรื่องที่สำคัญ ผู้ใหญ่หลายท่านมองว่ารักในวัยเรียน มักทำให้สาวๆ เสียการเรียน เพราะฉะนั้นสาวๆ ควรวางแผนให้ดีแบ่งแยกเรื่องรัก เรื่องเรียนให้ถูกที่ถูกเวลา เวลาไหนควรเรียนก็ต้องตั้งใจให้ถึงที่สุดเมื่อมีเวลาว่างก็ค่อยหาเวลาให้หวานใจบ้าง แบบนี้ก็ลงตัวแล้วล่ะค่า
3. ใช้เทคโนโลยี ให้เป็นประโยชน์
วัยเรียนแบบนี้ก็ต้องทุ่มเทให้กับเรื่องของกิจกรรมการเรียนเป็นสำคัญ อย่าเพิ่งยึดติดชีวิตรักให้มากนักนะจ๊ะ >///< จันทร์ถึงศุกร์ แบ่งเวลาให้การเรียนและเพื่อนซี้ วันเสาร์เจอหวานใจบ้างสัปดาห์ละครั้ง วันอาทิตย์วันแห่งครอบครัวหรรษา ห่างไกลกันบ้างก็ไม่ต้องฟูมฟายไป ยุคสมัยนี้ต้องใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คให้เกิดผลคุย line กันบ้าง ในวันที่ไม่ได้เจอกัน ทักทายกันใน facebook แบบนี้ถึงตัวไกล แต่หัวใจก็ใกล้กันแล้วค่า (วิ้ววววว!!!!)
4. มีแฟนเหมือนมีเพื่อนสนิท
ไม่ต้องหวานจะจนน้ำตาลขึ้น ก็ได้นะจ๊ะ อยู่กันอย่างเพื่อนสนิทก็เข้าท่าดีนะ ไม่ต้องตามติดประชิดกันซะตลอดเวลามีช่องว่างให้กันพอหายใจหายคอกันได้สะดวก ปล่อยให้หวานใจและตัวเราไปมีเวลาทำตามความฝันบ้าง ความรักในวัยเรียนนั้นเพียงแค่อยู่ข้างๆ คอยให้กำลังใจกันและกันทำความฝันให้สำเร็จก็น่ารักที่สุดแล้วค่ะ
5.ให้รักครั้งนี้ เป็นแรงบันดาลใจ
ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามและน่ารักเสมอ โดยเฉพาะความรักในวัยเรียนถ้ารักให้ถูกทางจะเป็นประสบการณ์ชิ้นเยี่ยมสำหรับสาวๆ เลยล่ะ ให้ความรักในครั้งนี้เป็นแรงบันดาลใจในรูปแบบต่างๆ เช่น เป็นแรงบันดาลใจให้เราตั้งใจเรียน สอบเข้ามหาวิทยาลัย/คณะเดียวกันให้ได้ , รู้จักแต่งตัว ดูแลสุขภาพมากขึ้น ฯลฯ เห็นไม๊ล่ะว่าความรักเป็นอะไรได้มากกว่าที่สาวๆ คิดนะจ๊ะ พยายามทำให้ผู้ใหญ่เห็นว่าความรักนั้นทำให้เราดีขึ้นได้ ^^
6. ให้หวานใจเป็นส่วนหนึ่ง ของ "ครอบครัวเรา"
เข้าตามตรอกออกตามประตู สุภาษิตแต่ครั้งโบราณใช้ได้เสมอ >////< พยามพาหวานใจมาพบปะพูดคุย และทำความรู้จักกับคุณพ่อคุณแม่และครอบครัวให้ได้ เพื่อเพิ่มความไว้วางใจ ความรักในวัยเรียนอยู่ในสายตาคุณพ่อคุณแม่ถือเป็นสิ่งที่ดีและเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ความรักกุ๊กกิ๊กของสาวๆ จะได้ราบรื่นไม่มีปัญหา วันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ลองชวนหวานใจมากินข้าวที่บ้านบ้าง หรือช่วงสอบก็ชวนหวานใจ แอนด์ เดอะแก๊งค์ แวะมาติวหนังสือกันที่บ้านก็ดูน่ารักอบอุ่นดี แบบนี้ก็อยู่ในสายตาผู้ใหญ่ ไร้ข้อครหาแล้วล่ะค่า ^^อิอิ
Cr.http://www.dek-d.com/nugirl/32994/
วิธีการทำแท้ง
วิธีการทำแท้ง
ปกติการทำแท้งจะมีวิธีต่าง ๆ กันขึ้นอยู่กับอายุเด็กในครรภ์ วิธีการและอุปกรณ์ที่ใช้ในคลีนิคนั้น ๆ แต่การทำแท้งโดยทั่ว ๆ ไปมี 6 วิธีดังนี้
1. การทำแท้งแบบขูดมดลูก หมอจะใช้เครื่องมือถ่างปากมดลูกออก เพื่อใส่เครื่องมืออีกชนิดหนึ่งที่ยาวเรียวและแหลมคมเข้าไปในมดลูก ความคมของเครื่องมือนี้จะทำให้เด็กเละเป็นชิ้น ๆ หลังจากนั้นหมอก็จะขูดมดลูกซึ่งเป็นการกว้านทำควมสะอาดภายใน เพื่อไม่ให้มีชิ้นส่วนของเด็กหลงเหลืออยู่ วธีนี้เลือดจะออกมาก เสร็จแล้วพยาบาลก็จะพยายามรวบรวมชิ้นส่วน เด็กเพื่อตรวจดูให้แน่ใจว่าไม่มีเศษชิ้นส่วนต่าง ๆ หลงเหลืออยู่ในมดลูกซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อได้
2. การทำแท้งแบบดูดออก เครื่องที่ใช้ดูดเด็กออก จะดูคล้าย ๆ เครื่องดูดฝุ่น มีท่อดูดและมีโถรองรับ เสียงจะดังฮึม ๆ คล้าย ๆ กันอีก แต่เครื่องดูดนั้มีพลังแรงกว่าเครื่องดูดฝุ่น 29 เท่า วิธีการก็คือหมอจะใส่ท่อหรือสายยางเข้าไปทางปากมดลูก ท่อนี้จะติดอยู่กับตัวเครื่อง เมื่อเปิดเครื่องแล้วพลังดูดอันรุนแรงจะฉีกอวัยะเด็กออกเป็นชิ้น ๆ แล้วดูดชิ้นส่วนเหล่านั้นลงในโถอีกที่หนึ่งพร้อมที่จะทิ้งไป
3. การทำแท้งแบบฉีดน้ำเกลือเข้าท้อง วิธีนี้ใช้กับเด็กโตหน่อยประมาณ 4 เดือน เพราะจะต้องมีถุงน้ำคล้ำห่อหุ้มตัวเด็กอยู่ น้ำเกลือที่ใช้นี้เรียกว่า เซลายน์ (Saline) ความจริงก็คือน้ำเกลือธรรมดา ซึ่งในเลือดคนเราปกติจะมีปริมาณเกลือถึง 0.9% แต่น้ำเกลือชนิดนี้มีปริมาณความเข้าข้นของเกลือถึง 20% ซึ่งเกินกว่าร่างกายคนเราปกติจะรับได้ โดยหมอจะใช้เข็มฉีดยาชนิดหนึ่งที่ยาวมากถึง 3นิ้วครึ่ง-4นิ้ว หมอจะเอาเข็มผ่านเข้าท้องน้อยคนไข้ไปยังถุงน้ำคล่ำของเด็กเพื่อเอาน้ำออก 200 มิลลิลิตร แล้วก็จะฉีดน้ำเกลือจำนวเท่ากันเข้าไปแทน น้ำเกลือนี้เป็นเหมือนยาพิษ นอกจากเด็กจะดูดกลืนน้ำเกลือเข้าไปในร่างกายจนก่อให้อกิดการชักอย่างรุนแรงแล้ว ความเค็มของน้ำเกลือเข้มข้นนี้ก็จะกัดร่างกายของเด็กขนเลือดออกซิบ ๆ ตามตัวแล้วเส้นเลือดแตกในที่สุด และร่างกายก็จะถูก เกลือกัดจนเปื่อยเหมือนถูกน้ำร้อนลวก วิธีนี้โหดมมาก เพราะเป็นการฆ่าเด็กทั้งเป็น เด็กจะดิ้นทุรนทุรายในท้องแม่อย่างทนทุกข์ทรมานแม่ก็จะรับรู้เพราะเกิดอยู่ในท้องเธอ
เอง ปกติเด็กจะชักดิ้นชักงอเป็นเวลาชั่วโมงกว่าถึงจะหมดแรงและตายไปในที่สุด ภายใน 24 ชั่วโมงคนไข้ก็จะเริ่มเจ็บท้องและคลอดเด็กที่ตายแล้วออกมา ในบางกรณีเด็กยังไม่ตาย เขาก็จะเอาเด็กไปใส่ภาชนะแล้วทิ้งไว้ให้ตายไปเอง
4. การทำแท้งแบบล้างท้อง ใช้กับเด็กที่มีอายุประมาณ 3-5 เดือน หมอจะใช้สารชนิดหนึ่งที่มีส่วนผสมของสาหร่ายทะเลใส่เข้าไปทางปากมดลูกสารนี้จะทำให้ม
ดลูกเกิดการขยายตัวเพื่อเตรียมพร้อมที่จะคลอด หมอจะใช้คีมที่มีฟันเป็นโลหะแหลมคมใส่เจ้าไปทางปากมดลูก ความคมของคีมชนิดนี้จะทำให้เนื้อตัวเด็กแหลกเละเป็นชิ้น ๆ จากนั้นหมดจะทำการล้างท้องคนไข้โดยจะดึงอวัยวะชิ้นส่วนเด็กออกให้หมด แต่เนื่องจากเด็กจะมีขนาดหัวที่โตพอสมควรทำให้ดึงออกมาไม่ได้ ดังนั้นเขาก็จะใช้คีมนี้บดหัวเด็กให้แหลกเสียก่อน แล้วค่อยเอาชิ้นส่วนออกมา
5. การทำแท้งแบบผ่าท้อง วิธีนี้ใช้เมื่อเด็กในครรภ์มีอายุ 7-9 เดือนทำเหมือนผ่าท้องทำคลอดทั่วไป หมอจะกรีดตรงท้องน้อยคนไข้แล้วเอาเด็กออก แต่เด็กจะยังมีชีวิตอยู่เพียงแต่หลับเพราะฤทธิ์ยาสลบของแม่ หลังจากนั้นเขาก็จะเอาเด็กใส่ถังแล้วปล่อยให้ตายไปเอง ถ้าไม่ตายก็ช่วยให้ตายเร็วขึ้นโดยเอาผ้าอุดจมูกให้หายใจไม่ออก หรือไม่ก็บีบคอตรงหลอดลม หรือทุบให้ตายไปเลยก็มี
6. การทำแท้งโดยสารเคมี สารเคมีที่เร่งการทำแท้งนี้ได้รับการค้นคว้าและผลิตโดยบริษัท Upjohn Pharmaceutical (บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งที่ผลิตยาในสหรัฐอเมริกา) หมอจะฉีดสารเคมีนี้เข้าไปซึ่งจะทำให้เธอ เจ็บท้องอย่างรุนแรงแสนสาหัส บางรายถึงกับดิ้นตกเตียงก็มี สารเคมีนี้จะทำปฏิกิริยาอย่างรุนแรงกับมดลูก ทำให้มดลูกขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว และเร่งเด็กให้คลอด การที่มดลูกบีบรัดตัวอย่างผิดปกตินี่เองทำให้เด็กบางคนออกมา แขนขาหลุดออกจากลำตัว เวลาคลอดนี่เด็กจะทะลักออกมาเลย บางรายเด็กยังมีชีวิตอยู่ตอนคลอดออกมาแต่ผลกระทบต่อสุขภาพแม่นี่รุนแรงมากและจะมีอาก
ารแทรกซ้อนมากมาย บางคนเสียชีวิตเพราะหัวใจหยุดเต้นขณะหมอกำลังฉีดสารเคมีเข้าร่างกายด้วยซ้ำ
จบการสาธยายวิธีการทำแท้งที่สุดโหดมหาโหดแล้ว เราก็เหนื่อยและหดหู่ใจยิ่งนัก เด็กเป็นชีวิตที่บริสุทธิ์ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรกับปัญหาของพ่อแม่ แต่กลับต้องถูกฆ่าอย่างรุนแรงและเลือดเย็น ชีวิตน้อย ๆ ที่บริสุทธิ์ต้องกลายสภาพเป็น ขยะที่ถูกทิ้ง ถ้าคุณไม่สามารถ เลี้ยงเขาก็ขอให้ไตร่ตรองหาหนทางอื่น เช่น ให้ผู้อื่นรับเป็นลูกบุญธรรม
วิธีทำแท้งมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน การเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งก็โดยอาศัยอายุครรภ์หรือขนาดของ
มดลูกเป็นหลัก ถ้าเป็นวิธีทำแท้งเพื่อการรักษาที่กระทำโดยแพทย์ก็พอจะแบ่งได้ 6 วิธีใหญ่ๆ คือ
1. การปรับประจำเดือน เป็นวิธีที่ใช้ในครรภ์ไม่เกิน 6 สัปดาห์ หรือ คิดง่ายๆ แบบชาวบ้านก็คือ
ทำเมื่อประจำเดือนเกินกำหนดไป 2 สัปดาห์ วิธีนี้ใช้กันมากในกลุ่มของนักวางแผนครอบครัว
วิธีนี้กระทำโดยสอดส่องท่อพลาสติกเล็กขนาดเส้นรอบวง 4-8 มิลลิเมตร เข้าไปในโพรงมดลูก
โดยผ่านทางช่องคลอดและปากมดลูกตามลำดับ ต่อปลายท่อพลาสติกด้านนอกเข้ากับกระบอก
ฉีดยาชนิดใหญ่พิเศษเมื่อปล่อยล็อค แรงดูดจะดูดเอารกและเด็กออกหมดเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย
ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที
2. การขูดมดลูก เป็นวิธีเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ แต่ก็ยังใช้แพร่หลายและได้ผลดี แต่ควรเลือกทำในราย
ที่มดลูกมีขนาดโตไม่เกินอายุครรภ์ 14 สัปดาห์ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือถ่างขยายปากมดลูก
ก่อนการขูด ดังนั้นผู้ป่วยจะเจ็บปวดมากถ้าไม่ฉีดยาชา หรือได้รับยาสลบก่อนการขูด
3. การใช้เครื่องดูดสุญญากาศ ใช้ทำแท้งในอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ เป็นที่น่าสังเกตว่า
ขณะที่โรงพยาบาลรัฐบาลหลายแห่งยังไม่มีเครื่องมือทำแท้งชนิดนี้ เครื่องมือนี้กลับไปแพร่หลาย
อยู่ตามคลินิกทำแท้งเถื่อนเกือบทุกแห่ง ทั้งนี้เพราะความง่าย สะดวกรวดเร็ว และปราศจาก
ความเจ็บปวดนั่นเอง
เครื่องดูดสุญญากาศนี้มีลักษณะคล้ายกับเครื่องมือปรับประจำเดือน ใช้ท่อพลาสติกสอด
ผ่านช่องคลอดเข้าโพรงมดลูกเหมือนกัน แต่ท่อพลาสติกด้านนอกนั้นยาวกว่า เมื่อต่อกับเครื่อง
ดูดสุญญากาศไฟฟ้าแล้วก็จะดูดสิ่งต่างๆ ในโพรงมดลูกออกหมด
4. การฉีดน้ำเกลือเข้มข้นเข้าถุงน้ำหล่อเด็กเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับรายที่มดลูกโต จนคลำได้ชัดเจน
ทางหน้าท้องแล้ว คือเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 16 สัปดาห์ขึ้นไป ใช้น้ำเกลือเข้มข้น 20 เปอร์เซ็นต์
ที่ผลิตใหม่ๆ จำนวนประมาณ 150-200 มิลลิลิตร ฉีดเข้าไปในถุงน้ำหล่อเด็ก โดยใช้เข็มขนาดใหญ่
เจาะผ่านผนังหน้าท้องเด็กก็จะแท้งออกเองภายหลังให้น้ำเกลือ 6-48 ชั่วโมง
5. การผ่าเอาเด็กออกทางหน้าท้อง ปัจจุบันไม่นิยมทำกันเพราะมีวิธีอื่นที่สะดวกและปลอดภัย
กว่าแต่ก็ยังคงมีทำในบางราย เช่น ผู้ป่วยปัญญาอ่อน ที่ต้องการตัดมดลูกออกด้วย เพื่อตัดปัญหา
ยุ่งยากขณะมีประจำเดือน หรือในผู้ป่วยบางรายที่ต้องการผ่าตัดทำหมันด้วย
6. การใช้ยาพวกพรอสตาแกลนดินส์ (prostaglandins) ยาประเภทนี้มีฤทธิ์ทำให้มดลูกบีบรัดตัว
และเกิดการแท้ง ตัวยามีหลายชนิด คือ ชนิดเหน็บช่องคลอดชนิดรับประทาน ชนิดฉีดเข้า
กล้ามเนื้อ ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพทำให้เกิดการแท้งได้แน่นอน โดยเฉพาะในครรภ์อ่อนๆ
แต่อาการแทรกซ้อนของยานี้มีมาก เช่น อาการอาเจียนและท้องเดิน รวมทั้งอาการเจ็บปวด
มดลูกอย่างรุนแรงด้วย ขณะนี้กำลังคันคว้าวิจัยเพื่อสกัดตัวยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะตัวมดลูกเท่านั้น
คาดว่าอีกไม่นานวิธีนี้จะเป็นที่นิยมแพร่หลายเพราะไม่ต้องใช้เครื่องมือช่วย
สำหรับวิธีทำแท้งตามวิธีของหมอเถื่อนมีหลายวิธี
ตามความนิยมมากน้อยดังนี้
1. การสวนน้ำยาเข้าโพรงมดลูก โดยผ่านท่อยางเล็กๆ เข้าทางปากมดลูก แล้วฉีดสารเหลว
บางชนิดสารเคมี น้ำสบู่ ด่างทับทิม แอลกอฮอล์ น้ำมันเบนซินสารเหลวเหล่านี้เป็นของ
แปลกปลอมที่ค่อนข้างสกปรกมีผลให้เด็กตายพร้อมๆ กับมีการอักเสบติดเชื้อ มดลูกจึงบีบรัดตัว
เกิดการตกเลือด และมีการแท้งติดตามมา
ขบวนการแท้งโดยวิธีนี้ค่อยเป็นค่อยไป เลือดออกไม่มาก แต่กลไกที่ทำให้เกิดการแท้ง
อาจเป็นเพราะความสกปรกหรือสารเคมี ทำให้เด็กตาย และทำให้แท้งโดยทั่วไปเด็กจะตาย
จากการอักเสบติดเชื้อ ซึ่งเชื้อโรคนี้ค่อนข้างรุนแรง ถ้ารักษาไม่ทัน ตัวผู้ถูกทำแท้งเองมักจะ
ตายก่อนที่จะมีการแท้งด้วยซ้ำไป
2. การทำให้ถุงน้ำหล่อเด็กแตก กระทำโดยสอดท่อโลหะขนาดเล็กๆ อาจจะเป็นท่อสวนปัสสาวะ
หรือเครื่องมือที่ใช้วัดความลึกของโพรงมดลูก สอดเข้าทางปากมดลูก ผ่านทะลุถุงน้ำหล่อเด็ก
จนถุงน้ำหล่อเด็กแตก เมื่อขาดน้ำหล่อเลี้ยง เด็กก็จะตาย เกิดปฏิกิริยาของการแท้ง ซึ่งก็มีโอกาส
จะเกิดการอักเสบติดเชื้อเช่นเดียวกับวิธีแรก เพราะขบวนการแท้งของวิธีนี้ค่อนข้างช้า
3. การสอดใส่วัสดุแปลกปลอมไว้ในโพรงมดลูก ที่พบบ่อย ได้แก่ สอดสายยางสำหรับสวน
ปัสสาวะเข้าไปขดงออยู่ในโพรงมดลูก บางแห่งอัตคัตสายยางถึงกับใช้กิ่งไม้ขนาดเล็ก หรือ
หญ้าปล้องแทน ระยะเวลาที่มดลูกหดรัดตัวเพื่อขับไล่วัสดุแปลกปลอมออกจากโพรงมดลูกนั้น
ใช้เวลานาน จึงทำให้เกิดการแท้งค้างแต่อันตรายที่สำคัญก็คือ การอักเสบติดเชื้อเช่นเดียวกัน
4. การกระตุ้นเชิงกลอย่างรุนแรงที่มดลูก การบีบนวดเป็นวิธีทำแท้งที่แพร่หลายในทุกภาคของ
ประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือ เริ่มด้วยการให้ผู้ป่วยนอนหงายชันเข่า หนุนก้นให้สูง ใช้มือยกมดลูกให้ลอยขึ้นและบีบให้ “ก้อนเลือด” แตก บางรายใช้ส้นเท้ายันบริเวณปากช่องคลอดด้วย
โดยอ้างว่าจะช่วยให้มดลูกลอยตัวขึ้น วิธีนี้เลือดอาจจะออกภายในวันแรก หรือบางรายก็อาจต้อง
ทำซ้ำหลายๆ ครั้ง
5. การใช้ยาบีบมดลูก โดยฉีดหรือรับประทานยาพวกเออร์กอต (ergot) ขนาดมากและติดต่อกัน
หลายวัน วิธีนี้มีอัตราล้มเหลวมากกว่าวิธีอื่น ที่จังหวัดทางภาคใต้ บางแห่งมีวิธีเสกหมากให้หญิงตั้งครรภ์เคี้ยวและกลืนลงไปเลย เล่ากันว่าจะแท้งภายใน 1-7 วัน เป็นส่วนใหญ่
Cr.https://party1169shikeru.wordpress.com/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1-%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%87/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%87/
การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และการทำแท้ง
![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() |
บทความต่อไปนี้เขียนขึ้นมาเพื่อให้ท่านได้เข้าใจถึงผลของการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ และเพื่อให้เข้าใจว่าเขาทำแท้งกันอย่างไร มีอันตรายอย่างไร และมีรูปภาพของผลจากการแท้งว่าเป็นเช่นไรประกอบเห็นแล้วอาจจะไม่น่าดูแต่ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ผมขอยืนยันว่าผมไม่ได้มีเจตนายุยง ส่งเสริมให้มีการทำแท้งแต่อย่างใด ผมหวังและมีเจตนาเพื่อเป็นการเตือนสติให้ผู้อ่านตระหนักถึงการหลีกเลี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนเวลาอันควร และการป้องกันตัวเองจากการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ
เนื่องจากสภาพของสังคมไทยในปัจจุบัน ได้มีการรับวัฒนธรรมทางตะวันตกเข้ามาอย่างมากมาย มีความเจริญทางวัตถุ ศิลธรรมถดถอย สถาพสังคมตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสื่อต่างๆ สถานเริงรมย์ สิ่งยั่วยุกามารมณ์ ปัญหายาเสพติด ครอบครัวแตกแยก รักในวัยเรียน การย้ายถิ่นห่างไกลจากครอบครัว เข้าสู่สังคมเมือง เพื่อการศึกษา และขายแรงงานเหล่านี้ ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์เพิ่มมากขึ้น จากการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานเกิดการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์จากความประมาท 2 ลักษณะคือ
--ประมาทว่าการอยู่ด้วยกันตามลำพัง ไม่คิดว่าจะทำให้เกิดมีเพศสัมพันธ์ จึงไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการป้องกัน --ประมาทว่าตนเองไม่น่าจะตั้งครรภ์ได้ง่ายๆ เพราะเป็นการมีเพศสัมพันธ์กันเพียงครั้งเดียว หรือไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กันบ่อยๆ ส่วนผู้หญิงที่แต่งงานแล้วสาเหตุของการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ คือการขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการวางแผนครอบครัว ความไม่พร้อมที่จะมีลูกอันเนื่องจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ หรือตั้งครรภ์กับชายนอกสมรส เมื่อเกิดการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ขึ้น ผู้หญิงมักเป็นฝ่ายต้องตัดสินใจแก้ปัญหาแต่เพียงผู้เดียว และภายใต้ความกดดันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการเรียน ด้านอายุ ครอบครัว สังคม และเศรษฐกิจ ผลที่ตามมาคือความเครียดจากความไม่พร้อมที่กล่าวแล้วซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาทางด้านสุขภาพจิตได้ และทางแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะเลือกกระทำ คือ การทำแท้ง ทั้งๆ ที่ผู้หญิงเหล่านั้น ร้อยละ 42.7 รู้สึกเสียใจที่ต้องทำแท้ง และร้อยละ 76.6 รู้สึกกลัวอันตราย ที่จะเกิดจากการทำแท้ง ซึ่งได้แก่ การแท้งไม่สมบูรณ์ ตกเลือด มดลูก/ลำไส้ทะลุ เยื่อบุช่องท้องอักเสบ ติดเชื้อ ช็อก หรืออาจเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก และเป็นหมันในภายหลัง ซึ่งล้วนแต่เป็นอันตรายต่อชีวิต และสุขภาพของผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ หากมาคิดกันดีๆ แล้วคงไม่มีใครปฏิเสธว่า หากไม่ท้องคงไม่ต้องทำแท้ง ดังนั้นน่าจะมีสติป้องกันตนเองไม่ให้มีเพศสัมพันธ์ก่อนเวลาอันควรน่าจะง่ายว่ากันเยอะเลยจริงไหมครับ นอกจากนั้นการทำแท้ง ยังเป็นเรื่องผิดกฎหมายสำหรับประเทศไทยเรา ตามกฎหมายแล้ว การทำแท้งนั้น ไม่ว่าหญิงที่ตั้งครรภ์นั้นจะยอมหรือไม่ยินยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกก็ตาม ผู้ที่ทำให้หญิงนั้นแท้งลูกมีความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูก ส่วนตัวผู้หญิงหากทำแท้งเอง หรือยอมให้ผู้อื่นทำแท้งให้ ก็มีความผิดเช่นกัน ซึ่งยกเว้นเพียง 2 กรณีคือ กรณีแรกเนื่องจากมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติของทารกในครรภ์ ทารกในครรภ์เสียชีวิต หรือเมื่อการตั้งครรภ์จะเป็นอันตราย ต่อสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์นั้น มารดามีปัญหาทางสุขภาพ มารดาป่วยด้วยโรคต่อมไร้ท่อ โรคหัวใจ โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ภาวะปัญญาอ่อน ติดเชื้อหัดเยอรมัน โรคเบาหวานอย่างรุนแรง และมะเร็ง เป็นต้น กรณีที่ 2 คือถูกข่มขืน การทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงหรือการทำแท้งตามหลักวิชาการในปัจจุบันแบ่งได้ 2 แบบคือ 1) Medical Abortion แท้งโดยใช้ยา ผมจะไม่ขอกล่าวณ. ที่นี้เพราะมียาอยู่หลายตัวซึ่งถือเป็นยาอันตรายและจำเป็นจะต้องอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ 2) Surgical Abortion แท้งโดยใช้เครื่องมือ ผมขอนำมากล่าว 3 วิธี 2.1) การดูดตัวอ่อน ซึ่งเป็นการทำแท้งระยะแรก คือไม่เกิน 8 สัปดาห์แรก วิธีการทำแท้งที่ใช้คือการดูด ทำโดยใช้ยาชาฉีดที่บริเวณปากมดลูก แล้วขยายถ่างออกให้กว้าง จากนั้น ก็ใช้เครื่องดูดสุญญากาศ หรือ ปั้มลมต่อกับท่อเล็ก ๆ สอดเข้าไปในมดลูก ค่อย ๆ ดูดตัวอ่อนออกมา อันตรายที่อาจเกิดได้ เช่น มดลูกทะลุ ติดเชื้อและอักเสบ 2.2) การขูดมดลูก กระทำได้ตั้งแต่ครรภ์ 4-12 สัปดาห์ โดยการใช้แท่งขยายมดลูกสอดเข้าไปในปากมดลูกเพื่อให้ปากมดลูกขยายออกแล้วนำเครื่องมือขูดมดลูกสอดเข้าไปในมดลูกเพื่อขูด และตัดเอาทารกตัวอ่อน สายสะดือในมดลูกออกมา อันตรายที่อาจเกิดได้เช่น มดลูกทะลุ มดลูกอักเสบ ถ้าคนทำไม่ชำนาญอาจขูดลึกถึงกล้ามเนื้อมดลูกทำให้มีเลือดออกกระปริบกระปรอยเรื้อรัง และเมื่อภายหลังต้องการให้ตั้งครรภ์ก็อาจแท้งได้ง่าย 2.3) การเร่งคลอด ใช้ในกรณีตั้งครรภ์ 16-26 สัปดาห์ โดยการฉีดน้ำเกลือเข้มข้น 20 % เข้ามดลูกผ่านทางหน้าท้อง หลังจากนั้นก็ให้ยาเร่งคลอดในน้ำเกลือค่อยๆหยดทางสายน้ำเกลือเข้าเส้นเลือด บางคนอาจใช้ยาขยายปากมดลูกสอดเข้าช่องคลอดช่วยให้การคลอดง่ายขึ้นด้วย หลังจากนั้นเมื่อปวดท้องคลอด คนไข้ก็ต้องเบ่งคลอดเหมือนคนคลอดทั่วไป อันตรายที่อาจเกิดได้ เช่น การติดเชื้อ มดลูกทะลุ รวมทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงคลอดซึ่งก็เหมือนการคลอดปกติทั่วไปแต่ทารกที่คลอดออกมาจะเสียชีวิต
การตั้งครรภ์นั้นเกิดจากการกระทำของคน 2 คน ชายและหญิง แต่คนที่ต้องได้รับผลโดยตรงต่ออันตรายของการทำแท้งคือผู้หญิงเพียงลำพังที่ต้องเสี่ยงทั้งชีวิตของตนเอง (ยิ่งอายุครรภ์มากความเสี่ยงและอันตรายจากการทำแท้งก็ยิ่งสูง) และที่สำคัญและไม่อาจขจัดให้หมดไปได้คือความสะเทือนใจเสียใจในฐานะของผู้ที่ได้อุ้มท้องทารกนั้นมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้น ผมอยากจะบอกคุณผู้หญิงทั้งหลายว่า ก่อนจะตกร่องปล่องชิ้นกับใคร ก็ควรใช้สติใคร่ครวญดูให้ดีๆนะครับ อย่าเพิ่งให้อะไรเค้าไปง่ายๆ เพราะผู้ชายนั้นสบายครับ ไม่ท้อง แถมบางคนยังนิสัยไม่ดี ไม่รับผิดชอบด้วย อย่างเช่นประโยคที่พวกผู้ชายมักจะพูดกันอยู่เสมอเมื่อเวลาทำให้ใครท้องขึ้นมาว่า “เวลาทับไม่ร้อง เวลาท้องจะให้รับ” ต้องระวังให้มากๆครับ สมัยนี้ไว้ใจใครไม่ได้ และที่สำคัญคือจะไว้ใจตัวเองก็ยังยากเลยจริงไหมครับ ผมว่าทางที่ดีอย่าริรักในวัยเรียนและอย่ามีเพศสัมพันธ์ก่อนการสมรส ไม่ว่าเราจะรักเขามากสักแค่ไหนก็ตามนะครับ เพราะใครจะไปรู้ว่าคนที่เรารักอาจคิดว่าสิ่งที่คุณมอบให้เขาไปง่ายๆ นั้นไม่มีค่าอะไรเลยก็เป็นได้นะครับ ผมขอจบบทความนี้ด้วยนิทานเรื่อง"เหรียญ 5 บาท" ผมเชื่อว่าอ่านจบแล้วคงช่วยให้คุณผู้หญิงทั้งหลายเห็นคุณค่าของความสาวความบริสุทธิ์ที่ติดตัวคุณมาบ้างนะครับ
ในค่ำคืนนึง... หลังจากสวดมนต์ไหว้พระกับคุณพ่อ คุณแม่แล้ว คุณพ่อเรียกลูกเข้าไปพบแล้วบอกลูกว่าพ่อมีอะไรให้ดูซึ่งสำคัญมาก ว่าแล้วคุณพ่อก็หยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อเอามือกำไว้ พ่อถามว่าอยากรู้มั้ยว่ามีอะไรในมือพ่อ ลูกพยักหน้า
ถ้าอยากรู้ต้องเอามือเขกพื้น 3 ที ลูกทำตาม.. คุณพ่อว่า ไม่พอ ต้อง 5 ที และเปลี่ยนเป็น 10 ที จนถึง 15 ที จนลูกอุทธรณ์... ก็ลูกอยากทราบนี่คะว่าเป็นอะไร เมื่อคุณพ่อแบมือออก มันคือเหรียญ 5 บาทธรรมดานี่เอง คุณพ่อหัวเราะ ! ! ! แล้วกำมือกับเหรียญ 5 บาทเหมือนเดิม ถามว่าอยากดูอีกมั้ย ถ้าอยากดูต้องเขกพื้น 10 ทีลูกว่า หนูรู้แล้วไม่อยากดูค่ะ คุณพ่อว่า เอ้า... เขกพื้น 1 ทีก็ได้ ลูกก็บอก ว่าทราบแล้วไม่อยากดูอีก เบื่อ ! คุณพ่อว่า ให้ดูฟรีๆ ก็ได้แล้วก็แบมือออก ลูกก็ดูๆไปอย่างนั้นเอง
คุณพ่อเลยสอนว่า " นี่ละลูก อะไรที่เป็นความลับคนมักยอม ทำทุกอย่างที่จะได้สมปรารถนา อยากดู อยากรู้ อยากเห็น แต่เมื่อสมปรารถนาแล้ว ดูบ่อยๆแล้วก็มักจะเบื่อ ให้ดูฟรี ๆ ยังไม่อยากจะดูเลย แล้วสิ่งที่พึงหวงแหนสำหรับลูกผู้หญิงเป็นสิ่งที่มีค่า ถ้าให้ใครรู้หรือดูก่อนเวลาอันควร ก็จะไม่มีค่าอะไร ไม่ต่างกับเหรียญ 5 บาทที่พ่อให้ลูกดูฟรีๆหรอก"
ก่อนจะจบผมอยากนำเอาวีดีโอการทำแท้มาให้ดู ผมไม่มีเจตนาที่ต้องให้เกิดการหวาดเสียวกัน แต่ต้องการเตือนสติวัยรุ่นไทยส่วนหนึ่งที่ยังใช้อารมณ์ความสนุกและสิ่งยั่วยุทางเพศเป็นที่ตั้งมากกว่าการใช้สติและเหตุผล ก่อนที่จะทำสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะคงไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการหลีกเลียงและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นโดยการใช้สติ...
|
วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2558
กรรมที่เกิดจากการทำแท้ง 5 ระดับ
กรรมที่เกิดจากการทำแท้ง 5 ระดับ
1. หากทำแท้งเมื่อสมัยที่เป็นวัยรุ่น ในอนาคตคุณจะไม่เจอคนที่รักและจริงใจกับคุณจริงๆ แต่จะเจอแต่คนที่เข้ามาหลอกเพื่อเสพสมในกามเท่านั้น
2. หากวันใดคุณเจอที่รักคุณจริง จะมีปัญหาการมีลูกยาก พ่อหรือแม่หรือทั้งพ่อและแม่จะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์
3. เมื่อคลอดออกมาแล้ว ถ้าหน้าตาน่ารัก เฉลียวฉลาดจะขี้โรค เป็นโรคนานาชนิดตั้งแต่เด็ก ทำให้พ่อแม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาตลอด
4. หากลูกที่คลอดออกมาแข็งแรงดี เฉลียวฉลาด จะฉลาดแกมโกง ทำร้าย พูดจาไม่ดีกับพ่อแม่ ด่าพ่อแม่ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจหรือเสียใจ และจะเป็นเฉพาะกับพ่อแม่เท่านั้น กับคนอื่นไม่เป็น
5. การเงิน การค้า มีปัญหาด้านการเงิน ทำการค้าขายไม่รุ่ง หน้าที่การงานไม่เจริญก้าวหน้า อาจถึงกระทั่งล้มละลาย หรือหมดตัว
ที่มา : ริว
1. หากทำแท้งเมื่อสมัยที่เป็นวัยรุ่น ในอนาคตคุณจะไม่เจอคนที่รักและจริงใจกับคุณจริงๆ แต่จะเจอแต่คนที่เข้ามาหลอกเพื่อเสพสมในกามเท่านั้น
2. หากวันใดคุณเจอที่รักคุณจริง จะมีปัญหาการมีลูกยาก พ่อหรือแม่หรือทั้งพ่อและแม่จะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์
3. เมื่อคลอดออกมาแล้ว ถ้าหน้าตาน่ารัก เฉลียวฉลาดจะขี้โรค เป็นโรคนานาชนิดตั้งแต่เด็ก ทำให้พ่อแม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาตลอด
4. หากลูกที่คลอดออกมาแข็งแรงดี เฉลียวฉลาด จะฉลาดแกมโกง ทำร้าย พูดจาไม่ดีกับพ่อแม่ ด่าพ่อแม่ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจหรือเสียใจ และจะเป็นเฉพาะกับพ่อแม่เท่านั้น กับคนอื่นไม่เป็น
5. การเงิน การค้า มีปัญหาด้านการเงิน ทำการค้าขายไม่รุ่ง หน้าที่การงานไม่เจริญก้าวหน้า อาจถึงกระทั่งล้มละลาย หรือหมดตัว
ที่มา : ริว
ทำแท้งของเพื่อน
ประสบการณ์จริงที่พบเจอมา ได้ถูกบรรจงเล่าเรื่องราวเป็นตัวหนังสือค่ะ อาจจะเล่างงๆบ้าง หรือเล่าไม่น่ากลัวบ้าง
ก็ขอโทษขอโพยด้วยนะคะ จะพยายามปรับปรุงเรื่อยๆค่ะ และทุกเรื่องราวที่กลั่นกลองออกมา เป็นเรื่องจริงทุกเรื่องไม่ได้แต่งขึ้นมาเพื่อให้เกิดความบันเทิง หรือสนุกสนานทั้งสิ้นค่ะ ต้องบอกก่อนว่าเราเป็นคนมีเซ้นส์ในเรื่องพวกนี้บางทีเล่าให้ใครฟัง เขาก็หาว่าบ้า หรือคิดไปเอง อยากจะบอกทุกท่านค่ะว่า "ไม่เจอเอง ไม่รู้หรอกค่ะ" ...ไซโคเล็กๆ555555 ขำๆนะคะ เจอแต่ละเคสก็จะมีระดับความกลัวแตกต่างกันไปค่ะ แล้วแต่จะควบคุมสติได้ ควบคุมได้ดี ใจก็แข็งไปเลย แต่ถ้าสติแตก ก็แทบช็อค แต่ในทุกๆครั้งที่พบเจอ เป็นการพบปะที่มาดีค่ะ ไม่ได้มาหลอกหลอนอะไร แต่เลือกได้ก็ไม่อยากเจอค่ะ
ด้วยจิตที่บริสุทธิ์ในการเล่าเรื่องหากแต่อยากให้ทุกท่านทำความดี และลดประพฤติตนในทางที่ไม่ชอบไม่ควรค่ะ หากทุกท่านได้เข้ามาอ่านก็โปรดใช้วิจารณญาณในแต่ละท่านเลยนะคะ
ด้วยที่ได้เล่าไปแล้ว 2 เรื่องด้วยกันค่ะ หากใครยังไม่ได้อ่านก็สามารถเข้าไปอ่านได้นะคะ ส่วนชื่อโรงแรมใครที่อยากทราบชื่อ ก็สามารถหลังไมค์มาถามได้นะคะ ที่มาเล่าไม่ได้ต้องการดิสเครดิตโรงแรมแต่อย่างใด เพียงแต่เล่าสู่กันฟังค่ะ
เรื่องขนลุกที่ผ่านมาค่ะ1). ★ เรื่องขนลุกที่ 1: นั่งเล่าเรื่องผีกันก่อนนอน เจอจะๆค่ะ > http://pantip.com/topic/315583762). ★ เรื่องขนลุกที่ 2: "ห้อง 407" สยองในโรงแรม > http://pantip.com/topic/31594830
เอาหล่ะค่ะ มาเริ่มต้นเรื่องราวขนลุกเรื่องที่ 3 กันเลยนะคะ เรื่องนี้เราได้ให้ชื่อเรื่องว่า "ทำแท้งของเพื่อน" ก็พอจะรู้คร่าวๆกันแล้วว่าคงเกี่ยวกับเรื่องอะไรค่ะ แต่ก่อนที่จะสืบไปถึงผลเฉลยได้ ก็ต้องมีจุดเริ่มต้นของมัน...
ในตอนนั้นเราเรียนมหาวิทยาลัยในชั้นปีที่ 3 ค่ะ ...เรื่องมันมีอยู่ว่าคืนนั้นเราฝัน... ฝันถึงเด็กผู้ชายคนหนึ่ง อายุประมาณ 2 ขวบในฝันมีลักษณะพูดจาฉะฉาน น่ารัก ผิวขาว ตาตี่ๆ ปากแดงๆ คือเราเห็นในฝันเราหลงมากเลย เด็กผู้ชายอะไรน่ารักจัง...และแล้วเด็กผู้ชายคนนั้นก็เดินมาหาเรา เราก็อุ้มน้องขึ้นมา แล้วก็คุยกัน (อันนี้เป็นบทสนทนาคร่าวๆนะคะที่จำได้" เรา: "หนูน่ารักจังเลยครับ" (เราก็หยิกแก้มน้อง) น้อง: (น้องยิ้มให้เรา) "พี่ครับๆ พี่เห็นแม่ผมไหมครับ" เรา: "ไม่เห็นครับ" (แล้วเราก็ยิ้มให้) น้อง: "นี่ไงครับแม่ผม" (น้องพูดแล้วก็ชี้มือไปทางผู้หญิงคนนั้น) เรา: "ไหนครับ?" (เราหันหน้าไปตามมือที่น้องชี้ แล้วก็ต้องตกใจเมื่อผู้หญิงคนนั้นคือเพื่อนสนิทเราที่รู้จักกันตั้งแต่ปี1) น้อง: "พี่ปล่อยผมนะครับ ผมจะไปหาแม่ผม ผมจะเอาแม่ไปอยู่ด้วย"เราก็เลยย่อตัวเพื่อวางน้อง พร้อมนั่งย่อข้างๆ แต่ในฝันคือ เพื่อนสนิทเราคนนั้นยังไม่เห็นเรากับน้องนะคะ ส่วนเราก็งงว่าเพื่อนเราไปเกี่ยวอะไรกับน้องผู้ชายคนนี้ แล้วทำไมต้องเอาเพื่อนเราไปอยู่ด้วย เราเลยถามน้องเขาไปว่า เรา: "น้องครับทำไมต้องเอาคุณแม่ไปอยู่ด้วยครับ" น้อง: "แม่ฆ่าผมครับ ผมจะเอาชีวิตแม่ จะเอามันไปอยู่ด้วย" (คำว่า "มัน" ของน้องเน้นมากค่ะ)ส่วนเราก็ตกใจค่ะ เราเลยบอกน้องกลับไป คือในใจ(ในความฝัน)ก็ไม่อยากให้น้องทำผิดเพราะมันบาป และสงสารน้องจับใจ เรา: "งั้นไม่เป็นไรลูก ไปอยู่กับพี่แล้วกันนะครับ ไม่ต้องไปเอาชีวิตแม่นะ นะครับ อยู่กับพี่แทนเนอะ?" น้อง: "ไม่!!!!!!!! ผมจะไปเอาชีวิตมัน กูจะไปเอาชีวิตมัน มันฆ่ากู" (น้องพูดอย่างโมโหค่ะ และจากสภาพของน้องที่น่ารัก เริ่มเปลี่ยนไป ร่างกายเริ่มเน่าเปื่อย มีเลือดไหลโชกตามตัว แล้ววิ่งไปหาเพื่อนสนิทเราที่ยืนอยู่ และทำอะไรต่อไม่รู้ เหมือนจะเข้าไปทำร้ายอันนี้จำไม่ได้ค่ะจนเพื่อนสนิทเราคนนั้นเสียชีวิตค่ะ แต่ในฝันเราไม่ได้กลัวน้องเลย เพียงแต่ห่วงว่าเขาจะทำบาป และห่วงเพื่อนด้วยค่ะ
แล้วเมื่อเราฝันถึงตรงนี้ เราก็สะดุ้งตื่น...ในตอนนั้นเวลาประมาณ 7 โมงเช้า เรารีบจับโทรศัพท์มือถือกดเบอร์หาเพื่อนคนนั้นทันทีเดชะบุญค่ะ...เพื่อนรับโทรศัพท์ แต่เราก็ยังไม่กล้าถามแบบตรงๆไปเลยหรอกนะคะว่า ได้ไปทำแท้งมารึเปล่า? เพราะถ้าที่เราฝันมันไม่ใช่ความจริง เดี่ยวพลาญจะเสียเพื่อนไปเปล่าๆ เราเลยเลี่ยงๆถามก่อน บทสนทนาต่อจากนี้คือที่เราคุยกันกับเพื่อนนะคะ เรา: "เฮ้ยแก..." เพื่อน: "มีอะไรอ่ะแก อยู่ดีๆโทรหา ไม่เห็นโทรมาตั้งนาน" เรา: "เออๆ แค่มีอะไรจะถามหน่ะ ...แกเคยไปทำร้าย หรือทำไม่ดีกับเด็กมาป่ะวะ?" เพื่อน: (เพื่อนเราเหมือนกันอึ้งมั้งคะ ตอบช้าๆ) "เปล่าหนิ...ทำไมเหรอแก มีอะไรรึเปล่า" เรา: "แกแน่ใจนะว่าแกไม่เคยทำอะไร" เพื่อน: (มันเงียบอีกแล้วค่ะ) ... "อ่า เคยก็ได้ เคยตีเด็กมา หลานอะไรอย่างนี้แหละ ไมเหรอ?" เรา: "แน่ใจนะว่าแค่ตีเด็ก มากกว่านั้นหล่ะเคยมั้ย?" เพื่อน: (เงียบ)..." อ่า...ก็ไม่มีหนิ แกมีอะไรรึเปล่า ทำไมถามแบบนี้วะ" (เสียงเพื่อนเริ่มโมโหและเปลี่ยนไป) เรา: (ด้วยความที่ขี้เกียจบี้ถามแล้ว ก็เลยพูดตรงๆไปเลย) ..".แกเคยไปทำแท้งมาใช่มั้ย?" เพื่อน: (เสียงสั่นๆตอบ) "อืม...เค้าไปทำมา แกรู้ได้ยังไง" เรา: "นั่นไง...ก็ลูกแกมาเข้าฝันเค้า บอกจะเอาแกไปอยู่ด้วยอ่ะดิ แกทำแบบนี้ทำไมวะ เด็กทั้งคนนะเว้ย " เพื่อน: "ก็เค้ายังไม่พร้อมอ่ะ เค้าจำเป็นต้องทำ" เรา: "จำเป็นเหรอ? แล้วทำไมตอนมีอะไรกันไม่คิด ไม่ป้องกันบ้างวะ?" (เราก็ด่ามัน บลาๆๆๆๆๆๆๆๆ ก่อนที่จะถามต่อว่า) แล้วนี้แกเคยทำบุญ ถวายสังฆทานให้น้องเขาบ้างมั้ย? เพื่อน: "ไม่เคยทำเลยหว่ะ เดี่ยวอาทิตย์หน้าจะไปทำก็ได้ แล้วเด็กคนนั้นที่แกฝันถึงเป็นเด็กผู้ชายใช่มั้ย?" (มันยังกล้าถาม) เรา: "อืม...น้องน่ารักมาก" (ณ จุดๆนั้นไม่อยากพูดอะไรต่อ สะเทือนใจกับคำว่า "ก็เค้ายังไม่พร้อมอ่ะ เค้าจำเป็นต้องทำ")หลังจากนั้นเพื่อนเราก็ขอวางสาย เพราะจะไปทำงานต่อ ส่วนเราก็รีบทำธุระส่วนตัวไปวัดทำบุญให้น้องทันทีค่ะ และก็ไม่เคยคิดว่าความฝันตัวเองจะแม่นและเป็นจริงขนาดนี้
ผลสรุปของเพื่อนสนิทคนนี้นะคะ: ผลกรรมที่เพื่อนทำ ยังไม่นำพาชีวิตจบไปง่ายๆค่ะ เพื่อนของเราพบกับกรรมที่ตัวเองเคยทำไว้คบกับผู้ชายคนไหนๆก็ต้องเลิก ทะเลาะกัน ส่วนพ่อของน้องก็เลิกกับเพื่อนเราไปเลย หน้าตาของเพื่อนเราหมองคล้ำมาก ดูไม่ดีเลยทั้งๆที่เพื่อนเป็นคนสวย ตากลวงโบ๋ๆ เหมือนคนเป็นโรคค่ะ แล้วก็มีปัญหากับเรื่องเงินตลอดเวลาเลย...
นี่แหละค่ะ เป็นผลกรรมที่เกิดขึ้นที่ยังคงตามหลอกลอนเขาไปตลอดชีวิต พวกเราทุกคนที่มีกำลัง มีสองมือ มาร่วมกันทำความดีทำบุญสร้างส่วนบุญส่วนกุศลกันเถอะนะคะ ไม่ต้องแบกเข้าของมากมายไปทำที่วัดก็ได้ค่ะ เราเริ่มทำความดีกับพระอรหันต์ที่บ้านของเราก่อนก็ได้ ดูแลท่าน ทำกับข้าวให้ท่านกิน ปรณนิบัติท่าน กวาดเช็ดถูบ้านให้อยู่อย่างสบายๆ ชวนท่านสวดมนต์ไหว้พระแค่นี้ก็ได้ทำความดีแล้วค่ะ ^^
ศีลที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้คือ ศีลข้อ 1: "ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์"
credit : Gleaming28
#แชร์ประสบการณ์ค่ะ ..ท้องวัยเรียน ชีวิตที่เปลี่ยนของวัยรุ่นคนหนึ่ง
#อยากแชร์ประสบการณ์ของตัวเองเป็นบทเรียนให้วัยรุ่นทุกคนค่ะ
ดิฉันเป็นนักศึกษาชั้นปีที่3ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ก่อนหน้านี้ดิฉันใช้ชีวิตเรื่อยเปื้อยแบบวัยรุ่นทั่วไป กลางวันเรียน กลางคืนปาตี้ มีผู้ชายมากหน้าหลายตาเข้ามาจีบ มีทั้งจริงจังบ้างและไม่จริงจังบ้าง ชีวิตค่อนข้างอิสรัะ เพราะดิฉันอยู่หอพักคนเดียวสามารถทำอะไรก็ได้
ก่อนหน้านี้ดิฉันคบ(ดูใจกับ)รุ่นพี่คนหนึ่ง เขาอายุ27ผู้ชายคนนี้ทำให้ฉันรู้สึกดีกว่าคนอื่นๆที่เข้ามา เราคบหาดูใจกันอยู่ระยะหนึ่งแต่ก็มีเรื่องที่ทำให้เราต้องห่างกันไป เพราะความคิดและวัยซึ่งต่างกัน (ดิฉันอายุ21)
หลังจากห่างจากพี่คนนี้ ฉันกลับไปใช้ชีวิตเที่ยวกลางคืนเหมือนเดิมอีกครั้ง เพื่อที่จะได้ลืมเขาเสียที ..จนฉันได้มีความสีมพันธ์กับรุ่นพี่อีกคนหนึ่ง(เป็นรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัย)เราไม่ได้ป้องกัน
เรื่องราวล่วงเลยมากว่า2เดือนจากวันที่เลิกลากับพี่คนนั้นไป จนวันหนึ่งเขาติดต่อกลับมาอีกครั้ง เรากลับมาเริ่มต้นกันใหม่เพราะต่างก็ยังคงมีความรู้สึกดีๆให้กัน ..เรื่องราวเหมือนกำลังจะไปได้ดี
จนฉันสังเกตุว่าประจำเดือนของฉันมันขาดไปหลายวัน จึงบอกพี่คนนี้ เขาบอกให้ดิฉันซื้อที่ตรวจครรถ์มาตรวจ เรื่องที่ฉันกลัวที่สุดก็เกิดขึ้นจริงๆ ..มันขึ้น2ขีด
เราตกลงกันอยู่นานหลังจากตัดสินใจจะเก็บน้องไว้ เขาพาดิฉันไปฝากครรถ์ หมอขออันตร้าซาว ผลออกมาว่าเด็กมันอายุครรถ์2เดือนครึ่ง! ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ลูกของพี่คนนี้แน่ๆเพราะเราพึ่งจะกลับมาครบกันแค่เดือนเดียว..
สิ่งที่ทำให้ฉันงงมากคือ ฉันไม่รู้ตัวมาก่อนเลยว่าได้ตั้งครรถ์กับผู้ชายคนก่อน เพราะประจำเดือนของฉีนตอนนั้นมาปกติ(กินยาคุมฉุกเฉิน)
ความรักของฉันกับพี่คนนี้เป็นอันต้องจบลงเพราะความผิดพลาดของฉันเอง ยอมรับว่าทำอะไรไม่ถูกเลย เด็กคนนี้เกิดจากความไม่ตั้งใจของฉันกับผู้ชายคนนั้น
ฉันตัดสินใจบอกผู้ชายคนที่เป็นพ่อของเด็กว่าท้อง และปรึกษากันว่าจะเอายังไง เขาบอก"แล้วแต่" ตอนแรกตั้งใจจะทำแท้ง เพราะรับไม่ได้จริงๆที่จะเลี้ยงเด็กที่ไม่ได้เกิดจากความรัก
แต่แล้วเหมือนมีอะไรบางอย่างทำให้ฉันเปลี่ยนใจ ฉันตัดสินใจเก็บเด็กไว้ แลัวบอกครอบครัวแล้ว และทำใจยอมรับกับทุกสิ่งที่จะตามมา เพราะดิฉันเป็นคนทำก็ควรจะรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองกระทำ ทุกวันนี้ดิฉันอยู่หอพักก็ยังคงอยู่คนเดียวพยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุด
ผู้ชายที่เป็นพ่อของเด็กก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย อีกไม่กี่วันจะเปิดเรียน ฉันก็ไปเรียนทั้งที่ตั้งครรถ์อยู่(5เดือน)ไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองยังไง พยายามเรียนเท่าที่เรียนไหว
- อยากฝากถึงวัยรุ่นทุกคน ถ้าคิดจะมีเพศสัมพันธ์ก็ป้องกันเถอะค่ะ ถ้าพลาดไปแล้วสิ่งที่จะตามมามันยิ่งกว่าเยอะ พยายามคิดถึงพ่อแม่ให้มากนะคะ วันที่ลูกเจ็บ วันที่เราไม่มีใคร ก็มัแค่พ่อแม่ที่คอยอยู่ข้างๆเราจริงๆ-
credit : สมาชิกหมายเลข 1601045
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)








